ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงาน Fi Asia Indonesia 2026 ที่อินฟอร์มา มาร์เก็ต จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมส่วนประกอบและส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่ม ที่บรรดาผู้ประกอบการและผู้อยู่ในอุตสาหกรรมจะได้มาอัปเดตเทรนด์ และมองหาโอกาสทางธุรกิจ
“อินโดนีเซียถือว่าเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างมาก จากตัวเลขของประชากรที่มีมากกว่า 280 ล้านคน และยังมีการขยายตัวในกลุ่มประชากรรุ่นใหม่ คนวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ตัวเลขของมูลค่าอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.05-1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 7.2% ของ GDP ในกลุ่ม non-oil และ Gas” รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์
นอกจากนี้ ตลาดอาหารฟังก์ชันยังมีมูลค่าสูงถึง 4.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 9.27 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 หรือเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลให้ตัวเลขของอาหารฟังกชันมีอัตราการขยายตัวสูง น่าจะมาจากเทรนด์อาหารสุขภาพเริ่มโตขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของอินโดนีเซีย ที่แม้จะมีวัฒนธรรมการบริโภคอาหารรสหวานก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ที่คนรุ่นใหม่ในอินโดนีเซียเริ่มมองหาอาหารที่มีส่วนประกอบจากสารสกัดจากธรรมชาติมากขึ้น เป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มนี้ หากสามารถเข้าไปปักหมุดในประเทศอิเหนาได้

แม้ตลาดอินโดนีเซีย จะเป็นโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย แต่กฎหมายฉบับใหม่ของอินโดนีเซียที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการรับรองเพื่อให้ได้รับเครื่องหมายฮาลาลมีการปรับใหม่ โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 น่าจะเป็นแบริเออร์สำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยสะดุดได้
“ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยที่ส่งสินค้ามารุกตลาดอินโดนีเซียอยู่ก่อนแล้ว อาจจะมีความกังวลมากขึ้น เพราะสินค้าที่ต้องมีเครื่องหมายฮาลาล ได้แก่ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มของกลุ่ม MSMEs รวมถึงสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับปศุศัตว์ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร อาหารเสริมและยาบางกลุ่ม เครื่องมือแพทย์ สินค้าอุปโภคและเคมีภัณฑ์ เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง ยาสีฟัน สบู่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
ข้อกำหนดของกฎหมายฮาลาลใหม่นี้ บังคับให้ผู้ประกอบการต้องขอใบรับรองดำเนินการผ่านหน่วยงานอย่างองค์กรรับรองความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ฮาลาลของรัฐบาลอินโดนีเซีย ร่วมกับองค์กรตรวจประเมิน และการอนุมติฟัตวาโดยสภาอุลมาแห่งอินโดนีเซีย ผลิตภัณฑ์ที่ส่งไปจำหน่ายในอินโดนีเซีย จะต้องมีใบรับรองฮาลาลจาก BPJPH หรือใช้ใบรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับร่วมกับ BPJPH เท่านั้น

ในกรณีที่สินค้านั้นมีส่วนประกอบที่ไม่ฮาลาล แม้จะไม่ถูกห้ามจำหน่ายในทันที แต่ต้องระบุฉลากแสดงสถานะ Non-Halal บนบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจนตามมาตรฐานใหม่ สินค้าที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเมื่อถึงกฎหนด จะได้รับบทลงโทษตามระเบียบตั้งแต่การเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร เสียค่าปรับ ปรับลดสิทธิ์ ยึดคืนสินค้าไปจนถึงระงับการวางจำหน่าย” รุ้งเพชร ขยายความ
การบังคับใช้กฎหมายฮาลาลใหม่ของอินโดนีเซียส่งผลกระทบต่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอินโดนีเซียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยประชากรมากกว่า 280 ล้านคน และผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
สินค้าส่งออกของไทยที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม และวัตถุดิบปรุงอาหาร ซึ่งหากไม่มีตราฮาลาลที่ BPJPH รับรอง จะไม่สามารถวางจำหน่ายในช่องทางปกติอย่าง ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้าได้อีกต่อไป
ขณะที่สินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว จากไทยกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย แต่ในหมวดนี้เดิมทีผู้ประกอบการไทยไม่ได้ยื่นขอฮาลาลมากเท่ากลุ่มอาหาร ทำให้ต้องเร่งปรับสูตรและขอรับรองใหม่ทั้งระบบ สำหรับกลุ่มอาหารเสริมและยาสมุนไพร ยังต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งเรื่องส่วนผสมและกระบวนการผลิต

กฎหมายฮาลาลใหม่ หากผู้ประกอบการไทยจะดำเนินการขอการรับรอง อาจกระทบต่อต้นทุนสินค้าในทุกขั้นตอน ทั้งค่าธรรมเนียมการตรวจประเมิน ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้ได้ตามมาตรฐานฮาลาล และอาจรวมถึงเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์
นอกจากวัตถุดิบแล้ว โรงงานที่ผลิตต้องแยกสายการผลิตอย่างชัดเจน หากโรงงานดังกล่าวผลิตสินค้าทั้งฮาลาลและไม่ฮาลาล รวมถึงระบบขนส่งต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด
แม้ว่าไทยจะมีมาตรฐานเครื่องหมายฮาลาลอยู่แล้ว ซึ่งในมุมของผู้ประกอบการไทยอาจจะปรับตัวได้ง่ายกว่าประเทศคู่แข่งที่ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของฮาลาล และสินค้าในกลุ่มที่ไม่ใช่ฮาลาล ที่ต้องแสดงเครื่องหมาย Non-Halal ต้องแสดงฉลากอย่างชัดเจนอาจจะเสียโอกาสในตลาดแมสไปบ้าง
แต่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยของไทยที่ยังไม่เคยทำมาตรฐานฮาลาล อาจจะหลุดออกจากตลาดอินโดนีเซีย และเสียมูลค่าการส่งออกไปจากตลาดนี้บ้าง แต่หากมีการทำมาตรฐานให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต มาตรฐานนี้ไม่ใช่กำแพงภาษีที่ก้าวข้ามไปไม่ได้ แต่อีกนัยยะหนึ่ง กฎหมายฮาลาลใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดคู่แข่งที่ไม่พร้อมออกไปจากตลาด