การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ (ADAS) และ Software-Defined Vehicle (SDV) ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบซัพพลายเชนและผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วโลก
ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัท เจเทคโตะ ไทยแลนด์ จำกัด (JTEKT) ผู้นำด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ตลับลูกปืน และเครื่องจักรกลระดับโลก ได้ประกาศทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ผลิตชิ้นส่วน (Component Manufacturer) สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการเคลื่อนที่และการผลิตชั้นนำ (Solution Provider) อย่างเต็มตัว

ผนึกกำลัง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ปรับทัพสู่การเป็น Solution Provider
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Electrification, Automation, Digital Transformation และ Sustainability คุณโทชิอากิ ชินยะ (Mr. Toshiaki Shinya) เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเทคโตะ คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า เจเทคโตะมองการเปลี่ยนผ่านนี้เป็นโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์แห่งการเติบโตชุดใหม่ (New Growth Engine) โดยกุญแจสำคัญคือการผสานความเชี่ยวชาญ (Fusion) จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ระบบบังคับเลี้ยว (Steering), ชิ้นส่วนระบบส่งกำลัง (Driveline), ตลับลูกปืน (Bearings) และเครื่องจักรกล (Machine Tools)
"บริษัทมุ่งเน้นการนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีระบบควบคุม (Control Technology) มาประยุกต์ร่วมกับเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแก้ปัญหาหน้างานจริงภายในโรงงานของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพการผลิต หรือการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่แค่การขาย ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด เท่านั้น แต่คือการเป็นพันธมิตรที่ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้า" คุณชินยะเน้นย้ำ
สำหรับการตอบรับการเติบโตของยานยนต์อนาคต เจเทคโตะได้ซุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบบังคับเลี้ยวรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ "Pairdriver" ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อและลดรอยต่อระหว่างการขับขี่ด้วยมนุษย์กับการขับขี่แบบอัตโนมัติให้สามารถสลับโหมดได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนา Smart Bearing และตลับลูกปืนประสิทธิภาพสูงที่ช่วยลดน้ำหนัก ประหยัดพลังงาน และรองรับความเร็วรอบสูงของมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า

ปักหมุด Global South และอาเซียน ชูขีดความแข่งขันด้านต้นทุนด้วยจิตวิญญาณ TPS
ในระดับภูมิภาค คุณโยชิกาซึ โมริโนะ (Mr. Yoshikazu Morino) ประธาน บริษัท เจเทคโตะ เอเชียแปซิฟิก จำกัด ให้มุมมองว่า กลุ่มประเทศ Global South เช่น อินเดีย อาเซียน และอเมริกาใต้ เป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงอย่างยิ่งจากปัจจัยการเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของชนชั้นกลาง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
การขยายตัวของ EV ในภูมิภาคนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน แต่เป็นการยกระดับพอร์ตผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เจเทคโตะจึงปรับแนวทางธุรกิจให้เป็น Solution-Oriented โดยอาศัยเครือข่ายฐานการผลิตที่มีอยู่เดิมมาพัฒนางานที่เน้นการประหยัดพลังงาน (Energy Saving) การลดน้ำหนัก (Lightweight) และการเพิ่มความแม่นยำสูง (High Precision) เพื่อตอบสนองตลาดได้อย่างยืดหยุ่น
ด้านการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น คุณมาซาซึงุ อิวากิ (Mr. Masatsugu Iwaki) ประธาน บริษัท เจเทคโตะ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการขจัดความสูญเสียอย่างจริงจัง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System: TPS) มาขับเคลื่อน
"เรายึดมั่นในหลักการลงพื้นที่จริงดูของจริง หรือ Genchi Genbutsu และขับเคลื่อนองค์กรด้วยจิตวิญญาณ By All, For All ซึ่งหมายถึงการขยายวงการปรับปรุงงานไปยังทุกส่วน ตั้งแต่สายการผลิต ฝ่ายพัฒนา ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงบริษัทในเครือทั้งหมด เป้าหมายของการลดต้นทุนไม่ใช่การตัดลดงบประมาณ แต่เป็นการพัฒนาบุคลากรและสร้างสถานที่ทำงานที่ทุกคนมีความสุขในการทำงาน เพื่อส่งมอบชิ้นส่วนคุณภาพสูงที่ลูกค้าไว้วางใจได้" คุณอิวากิระบุ

ประเทศไทย: 'บ้านหลังที่สอง' และเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี 2035
ตลอดระยะเวลา 60 ปีในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เจเทคโตะได้ยกระดับโรงงานในไทยจากเดิมที่เป็นเพียงฐานการผลิต ให้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสำคัญที่รองรับทั้งตลาดอาเซียนและตลาดโลก
"สำหรับพวกเราแล้ว ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ฐานการผลิตเท่านั้น แต่เปรียบเสมือน 'บ้านหลังที่สอง' ที่เติบโตมาด้วยความไว้วางใจและพาร์ทเนอร์ชิประยะยาว" ผู้บริหารเจเทคโตะกล่าว
ในด้านความยั่งยืน เจเทคโตะได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซ CO₂ จากกระบวนการผลิตลง 60% ภายในปี 2030 (เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2013) และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในกระบวนการผลิตภายในปี 2035
ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อน Smart Manufacturing การใช้พลังงานหมุนเวียน และการแบ่งปันแนวปฏิบัติระหว่างโรงงาน ทำให้ในปีงบประมาณ 2024 JTEKT สามารถลดการปล่อย CO₂ ในการผลิตระดับบริษัทลงได้ถึง 43.6% และในระดับกลุ่มบริษัทลดลง 36.3% ซึ่งเป็นการบรรลุเป้าหมายล่วงหน้าก่อนกำหนดถึง 1 ปี นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง Carbon Neutrality Park (CN Park) เพื่อทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน จนได้รับรางวัล Thailand Energy Award ต่อเนื่องในปี 2025 และ 2026 รวมถึงรางวัล ASEAN Energy Award ในปี 2026

ก้าวสู่อนาคตอีก 60 ปี บน 3 แกนหลัก: Technology, People, Sustainability
การวางรากฐานธุรกิจสำหรับอีก 60 ปีข้างหน้าในประเทศไทย เจเทคโตะได้ปักหมุดทิศทางไว้อย่างมั่นคงบน 3 เสาหลัก ได้แก่
1. Technology: การผสานเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ชิ้นส่วนยานยนต์ยุคใหม่ และโซลูชันระบบควบคุมเข้าด้วยกัน
2. People: การลงทุนในทรัพยากรบุคคล การยกระดับทักษะแรงงาน (Up-skilling/Re-skilling) และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
3. Sustainability: การดำเนินธุรกิจที่สมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม
การเดินทางก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 ของเจเทคโตะในประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในยุคเปลี่ยนผ่านของยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับองค์กรครั้งสำคัญเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมการเคลื่อนที่และการผลิต ยืนยันความพร้อมในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทยและระดับโลกต่อไป