ในโลกของธุรกิจค้าปลีกที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นทุกวัน คำถามที่เจ้าของร้านและผู้บริหารเครือข่ายสาขาต่างเผชิญร่วมกันคือ ทำไมลูกค้าที่เดินเข้าร้านถึงเดินออกไปมือเปล่า ทำไมสินค้าบางตัวขายดีในบางสาขาแต่ขายไม่ออกในอีกสาขาหนึ่ง และพนักงานให้บริการลูกค้าได้ตรงตามมาตรฐานหรือไม่ คำถามเหล่านี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากตอบไม่ได้ชัดเจน เพราะเครื่องมือที่มีอยู่ในมือ อย่างกล้องวงจรปิด ถูกออกแบบมาเพื่อการเฝ้าระวัง
นี่คือช่องว่างที่ วันเดอร์ เอไอ (Wonder AI) มองเห็นและตัดสินใจเข้าไปเติมเต็ม ด้วยแนวคิดที่ไม่ได้ซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่กลับพลิกมุมมองการใช้งานกล้องวงจรปิดแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง

นายวรกฤต ชัยสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันเดอร์ เอไอ จำกัด
จากเครื่องมือเฝ้าระวัง สู่ผู้ช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ
นายวรกฤต ชัยสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันเดอร์ เอไอ จำกัด อธิบายจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ว่า ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่แล้วแทบทุกจุด แต่สิ่งที่กล้องเหล่านั้นทำได้คือการบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติเท่านั้น ข้อมูลมหาศาลที่กล้องมองเห็นทุกวันจึงถูกปล่อยทิ้งไปโดยไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์
"ร้านค้ามีข้อมูลอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา แต่ไม่มีใครแปลข้อมูลนั้นให้เป็นภาษาที่ธุรกิจเข้าใจได้ กล้องเห็นว่าลูกค้าเดินผ่านชั้นวางสินค้าไปกี่คน แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่หยิบสินค้าขึ้นมาดู" นายวรกฤตกล่าว
โจทย์นี้คือที่มาของ Wonder AI โซลูชันที่นำภาพจากกล้องวงจรปิดเดิมที่ร้านค้ามีอยู่แล้ว มาผ่านกระบวนการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ แล้วแปลงออกมาเป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่นำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง

สามบริการหลัก ครอบคลุมตั้งแต่ดูแลหน้าร้านจนถึงแนะนำการตัดสินใจ
จุดที่ทำให้ Wonder AI ต่างจากกล้องอัจฉริยะทั่วไป คือการออกแบบเป็นอีโคซิสเต็มที่มีสามบริการหลักทำงานเสริมกัน ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เดี่ยวชิ้นเดียว
Wonder Care ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยดูแลหน้าร้านตลอดเวลา คอยตรวจสอบว่าสินค้าบนชั้นวางหมดหรือสลับตำแหน่งผิดหรือไม่ วัดอุณหภูมิตู้แช่แบบต่อเนื่อง และตรวจจับพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงหรือสุ่มเสี่ยงต่อการโจรกรรม พร้อมส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้จัดการร้านทันทีที่พบความผิดปกติ สำหรับร้านค้าขนาดใหญ่ที่การติดตั้งกล้องจำนวนมากบนฝ้าเพดานทำได้ยาก บริษัทยังพัฒนาหุ่นยนต์ Wonder Care Robot ที่เคลื่อนที่สแกนพื้นที่แทนได้
Wonder Insight เป็นหัวใจของการวิเคราะห์เส้นทางลูกค้า หรือ Customer Journey ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าร้านจนถึงจุดจ่ายเงิน ระบบใช้ Advance Heatmap เพื่อระบุโซนที่ลูกค้าให้ความสนใจมากหรือน้อย ติดตามระยะเวลาที่ใช้เลือกซื้อสินค้า และที่สำคัญคือสามารถชี้จุดที่ลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ซื้อได้ ทั้งหมดนี้แสดงผลผ่านแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์
Wonder Agent เป็นชั้นการวิเคราะห์ที่ลึกที่สุด ทำหน้าที่แนะนำสิ่งที่ควรทำต่อ (Suggestive Analysis) โดยนำข้อมูลจากสองระบบแรกมาประมวลผลเพื่อเสนอแนวทาง เช่น ควรจัดโปรโมชันแบบใดให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เข้าร้านในแต่ละช่วงเวลา นี่คือทิศทางที่บริษัทกำลังผลักดันให้กลายเป็น AI Store Manager เต็มรูปแบบในอนาคต ซึ่งจะไม่ใช่แค่รายงานปัญหา แต่วิเคราะห์สาเหตุ จัดลำดับความสำคัญ และเสนอแนวทางดำเนินการที่แนะนำให้ผู้บริหารตัดสินใจต่อได้ทันที
นอกจากสามบริการหลักนี้ Wonder AI ยังเชื่อมต่อกับป้ายราคาอิเล็กทรอนิกส์แบบ e-Ink หรือ ESL Tag ผ่านความร่วมมือกับ TBSP ทำให้ร้านค้าปรับราคาและโปรโมชันได้อัตโนมัติแบบ Dynamic Pricing ช่วยลดต้นทุนป้ายกระดาษและค่าล่วงเวลาพนักงานที่ต้องเปลี่ยนป้ายราคาด้วยมือ

ความเป็นส่วนตัวคือเงื่อนไขที่มองข้ามไม่ได้
หนึ่งในความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อพูดถึงการนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า คือประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA
Wonder AI เลือกวางตำแหน่งตัวเองให้ต่างจาก Smart CCTV ทั่วไปตรงจุดนี้อย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบระบบภายใต้หลักการไม่ระบุตัวตน หรือ Anonymization กล่าวคือระบบจะไม่มีการเก็บภาพใบหน้า และไม่เก็บภาพใดๆ ไว้เป็นไฟล์เลย สิ่งที่ถูกบันทึกไว้มีเพียงผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่ผ่านการประมวลผลแล้ว เช่น การแยกเพศและช่วงอายุแบบกว้างในช่วงละ 9 ปี เพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้ม โดยไม่สามารถย้อนกลับไประบุตัวบุคคลได้ ปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับ AWS ในภูมิภาคไทยสำหรับการจัดเก็บข้อมูล และอยู่ระหว่างขอการรับรองจากสำนักงาน กสทช. ในด้านความเป็นส่วนตัวเพิ่มเติม
ตัวเลขที่พิสูจน์แล้วในสนามจริง
สิ่งที่ทำให้ Wonder AI น่าเชื่อถือกว่าแนวคิดบนกระดาษ คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้งาน
ในต่างประเทศ ผลทดสอบเทคโนโลยีต้นฉบับที่เกาหลีใต้พบว่าร้านค้าที่นำระบบไปใช้สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ทีมงานมั่นใจในการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในไทย
สำหรับกรณีศึกษาในประเทศไทยเอง มีบริษัทมหาชนรายหนึ่งในภาคเหนือที่นำ Wonder AI ไปใช้งานจริงแล้ว และพบว่าสามารถเพิ่มยอดขายในช่วงกลางคืนได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่ระบบเก็บได้ยังถูกนำไปใช้ประกอบการวางแผนเปิดสาขาใหม่ ทำให้บริษัทสามารถประเมินศักยภาพของทำเลก่อนตัดสินใจลงทุนได้แม่นยำขึ้น แทนที่จะอาศัยเพียงประสบการณ์หรือการคาดเดา
ปัจจุบันบริษัทมีการทำโครงการทดสอบแนวคิด หรือ POC ร่วมกับร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในประเทศไทยแล้วรวม 6 บริษัท ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่บริษัทใช้เก็บข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับจูนระบบให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะ แม้ต้นทางของซอร์สโค้ดจะมาจากเกาหลีใต้ แต่ทีมงานได้ทำการ Localization และฝึกโมเดลใหม่ทั้งหมดตามพฤติกรรมคนไทย ทำให้บริษัทยืนยันว่านี่คือเทคโนโลยีสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์

แผนที่วางไว้อย่างมีขั้นตอน ไม่รีบร้อนแต่ชัดเจน
แม้แนวคิดจะฟังดูทะเยอทะยาน แต่แผนการเติบโตของ Wonder AI กลับถูกวางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สะท้อนมุมมองที่รอบคอบมากกว่าการเร่งขยายตลาดแบบก้าวกระโดด
บริษัทตั้งเป้าหมายในปี 2569 ว่าจะมีลูกค้าไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท ครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 100 สาขา ก่อนจะขยายเป้าหมายในปี 2570 ไปสู่ 100 บริษัท ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ และมองไกลไปถึงเป้าหมาย 10,000 สาขาภายใน 5 ปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแนวคิดของการเติบโตแบบสะสมประสบการณ์ก่อนขยายวงกว้าง มากกว่าการทุ่มทำตลาดในวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้น
รูปแบบราคาที่บริษัทเลือกใช้คือการเก็บค่าบริการแบบ Subscription แทนการขายขาด เพื่อลดภาระต้นทุนการลงทุนก้อนใหญ่ในครั้งเดียวให้กับร้านค้า และมีแพ็กเกจที่ปรับตามขนาดธุรกิจ ตั้งแต่ร้านค้ารายสาขา เครือข่ายค้าปลีกขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายร้อยสาขา

เมื่อค้าปลีกเป็นแค่จุดเริ่มต้น
แม้กลุ่มลูกค้าหลักในช่วงแรกจะเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้าน อย่างซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านสุขภาพและความงาม รวมถึงศูนย์การค้า แต่แนวคิดของ Wonder AI ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงอุตสาหกรรมนี้ นายวรกฤตมองว่าหลักการเดียวกันสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจใดก็ตามที่มีพื้นที่ให้บริการลูกค้าและต้องการเข้าใจพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของผู้คน เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ โชว์รูมรถยนต์ โรงพยาบาล คลินิก ธนาคาร สนามบิน สถานีขนส่ง สถานศึกษา อาคารสำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า และงานแสดงสินค้า
ทิศทางนี้บ่งชี้ว่าสิ่งที่ Wonder AI กำลังสร้างขึ้นไม่ใช่แค่เครื่องมือเฉพาะทางสำหรับค้าปลีก แต่เป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ในพื้นที่บริการโดยกว้าง ซึ่งมีศักยภาพขยายไปสู่หลายอุตสาหกรรมที่ต้องการเข้าใจการเคลื่อนไหวของผู้ใช้บริการมากขึ้น
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือความสามารถในการรักษามาตรฐานของบริการให้สม่ำเสมอเมื่อจำนวนสาขาที่ใช้งานเพิ่มขึ้นตามแผน รวมถึงการพิสูจน์ให้ผู้ประกอบการเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจนพอจะโน้มน้าวให้ตัดสินใจนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบว่าแนวคิดนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของธุรกิจค้าปลีกไทยได้จริงหรือไม่ คงต้องรอดูจากตัวเลขผลประกอบการของร้านค้าที่นำไปใช้จริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า