22 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

โลกกำลังเข้าสู่ Oil Shock รอบใหม่หรือไม่?

โลกกำลังเข้าสู่ Oil Shock รอบใหม่หรือไม่?

p22-23-weekly-oil-01.jpg

เมื่อสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน ยังไม่จบ และราคาพลังงานอาจเป็น “โดมิโน” ลูกต่อไปของเศรษฐกิจโลก หลายคนคิดว่า.สงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ความจริง.ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ กลับเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกครั้ง และอิหร่านตอบโต้ทันที ตลาดน้ำมันทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณว่า “ความเสี่ยงครั้งนี้อาจยังไม่จบ”

แม้ว่าการโจมตีของทั้งสองประเทศระลอกใหม่จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกในทันที เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพลังงานที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะอิหร่านยังไม่ประกาศปิดช่องแคบ

อย่างที่ทราบกันดีว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านน้ำมันประมาณ 20% ของโลก และ LNG จำนวนมาก ดังนั้น ถ้ามีเรือผ่านได้น้อยลงผลกระทบจะไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ในตะวันออกกลาง แต่เกิดกับทั้งโลก

และตลาดไม่ได้กลัวภาวะสงคราม แต่กลัว Supply Shock หากน้ำมันหายไปจากตลาดเพียง 2-3% ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรงเพราะอุปสงค์ของโลกยังสูง จุดนี้คือบทเรียนเดียวกับ Oil Shock ปี 1973, สงครามอ่าวเปอร์เซีย, สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022

p22-23-weekly-oil-02.jpg

และโดมิโนที่จะเกิดขึ้นถ้าน้ำมันขึ้นราคา สิ่งที่จะล้มตามมาคือ ภาวะเงินเฟ้อ ค่าขนส่งแพงขึ้น สายการบินต้นทุนเพิ่ม ต้นทุนต่อภาคอุตสาหกรรม ค่าไฟ ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยง และท้ายที่สุดคือ ธนาคารกลางทั่วโลกอาจลดดอกเบี้ยช้าลง ซึ่งจะกระทบทั้งตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจโลก

ประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันเป็นหลักจะได้รับผลกระทบ ถ้าน้ำมันโลกมีการปรับขึ้นราคา สิ่งที่เราจะได้เห็นคือ ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง เงินเฟ้อ ที่จะเพิ่มขึ้น แต่จะมีบางธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์ เช่น ผู้ผลิตน้ำมัน โรงกลั่น ธุรกิจสำรวจปิโตรเลียม

คำถามคือ นี่คือ Oil Shock หรือยัง คำตอบคือ ยังไม่ใช่ แต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดยังเชื่อว่าช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ถูกปิดเต็มรูปแบบ การส่งออกน้ำมันยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะชะลอตัวลง กลุ่มผู้ผลิตอย่าง OPEC + ยังพอมีศักยภาพเพิ่มกำลังผลิตได้บางส่วน แต่หากการสู้รบยืดเยื้อหรือการเดินเรือถูกรบกวนต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะช็อกด้านอุปทานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

p22-23-weekly-oil-03.jpg

ย้อนกลับไปดู Oil Shock ในอดีต 4 ครั้ง

Oil Shock ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1973 นับเป็นจุดเริ่มต้นของอาวุธน้ำมัน สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) อาหรับไม่พอใจที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล จึงใช้น้ำมันเป็นอาวุธ และ OPEC ลดกำลังการผลิตและหยุดส่งออกให้ประเทศตะวันตกแบบทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันในเวลานั้นประมาณ 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเวลาไม่นาน เพิ่มขึ้นเกือบ 400% และสร้างผลกระทบที่โลกไม่เคยพบเจอมาก่อน เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจถดถอย คนต่อคิวเติมน้ำมัน จำกัดวันใช้น้ำมัน และโรงงานอุตสาหกรรมหยุดผลิต หลายประเทศตระหนักว่า พลังงานคือ ความมั่นคงของชาติ

สิ่งที่โลกเปลี่ยนไปหลังจากเหตุการณ์ปี 1973 คือ กำเนิดสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) สร้างคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เริ่มการผลิตรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ญี่ปุ่นพัฒนาอุตสาหกรรมประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

Oil Shock ครั้งที่ 2 ค.ศ. 1979 มีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติอิหร่าน รัฐบาลถูกโค่นล้ม การผลิตน้ำมันหยุดลง โลกสูญเสียผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่หายไปไม่มากเท่ากับปี 1973 แต่ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนก จึงเกิดการกักตุน ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 100%

ผลกระทบคือ ภาวะเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การดูแลของPaul Volcker ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงเกือบ 20% เพื่อหวังจะฆ่าเงินเฟ้อ แต่ผลที่ได้คือ เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่เงินเฟ้อถูกควบคุมไว้ได้

p22-23-weekly-oil-04.jpg

Oil Shock ครั้งที่ 3 ค.ศ. 1990 หลังจากอิรักบุกคูเวต ทำให้น้ำมันกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวันหายจากตลาด ราคาน้ำมันจากประมาณ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นไปสูงเกือบ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ในครั้งนั้นสงครามที่จบลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันกลับลงมาเร็วเช่นกัน

Oil Shock ครั้งที่ 4 ค.ศ. 2022 ปีที่รัสเซียบุกยูเครน และรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ซึ่งรัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ปีนั้นราคาน้ำมัน Brent ขึ้นเกิน 130 ดอลลาร์ ยุโรปเผชิญวิกฤตก๊าซ ค่าไฟแพง เงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี ขณะที่ Fed ECB BoE ประกาศขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน กลายเป็นวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980

แล้วปี 2026 ต่างจากทุกครั้งอย่างไร จุดที่เหมือนปี 1973, 1979, และ 1990 คือ ต้นเหตุอยู่ที่ตะวันออกกลาง และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่ออุปทานโลกจะเกิดขึ้นทันที

จุดที่ต่างกันคือ 1. โลกมีน้ำมันสำรองมากกว่าเดิม ประเทศต่างๆ มี Strategic Petroleum Reserve ทำให้รับมือได้ดีกว่าปี 1973 2. โลกใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ทั้ง Solar พลังงานลม รถยนต์ EV ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน แม้ว่าจะยังทดแทนไม่ได้ทั้งหมด 3. สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ต่างจากปี 1973 วันนี้ สหรัฐฯ ผลิต Shale Oil ได้จำนวนมหาศาล จึงไม่พึ่ง OPEC เพียงฝ่ายเดียว 4. โลกยังต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าเดิม แม้จะมีผู้ผลิตเพิ่ม แต่เส้นทางขนส่งหลักยังคงเป็น Hormuz เหมือนเดิม หากเส้นทางนี้หยุด ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั่วโลกทันที

p22-23-weekly-oil-05.jpg

ประเด็นที่นักลงทุนกำลังจับตา คำถามสำคัญไม่ใช่ น้ำมันจะขึ้นราคาหรือไม่ แต่คือ สงคราบจะกระทบอุปทานจริงหรือเปล่า ถ้าอุปทานลดลงเพียงเล็กน้อย ราคาน้ำมันอาจขึ้นไม่มาก แต่ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดบางส่วน เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางไม่ได้ โรงกลั่นในภูมิภาคถูกโจมตี สถานการณ์อาจพัฒนาเป็น Oil Shock รอบใหม่ได้ แม้ว่าปัจจุบันตลาดยังมองว่าโลกมีเครื่องมือรับมือมากกว่ายุค 1970 ทั้งการใช้น้ำมันสำรอง การปรับเส้นทางขนส่ง และกำลังการผลิตจากประเทศอื่นๆ

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ ปี 2026 ยังไม่ใช่ Oil Shock แบบปี 1973 แต่เป็นช่วงที่ความเสี่ยงกำลังสะสมอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้น่าจับตาคือ โลกเพิ่งผ่านวิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และคลังน้ำมันสำรองของหลายประเทศยังไม่ได้ฟื้นกลับมาสู่ระดับเดิมทั้งหมด หากความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านยืดเยื้อ หรือการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกรบกวนต่อเนื่อง ผลกระทบอาจขยายวงกว้างได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ 

แม้ว่าจะมีการโจมตีกันรอบล่าสุด อิหร่านส่งสัญญาณอย่างแข็งกร้าวต่อช่องแคบฮอร์มุซ และมีการประกาศเตือนเกี่ยวกับการเดินเรือในพื้นที่ ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าช่องแคบยังเปิดให้เดินเรือได้ ส่งผลให้ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดว่าความขัดแย้งจะลุกลามจนกระทบการขนส่งน้ำมันหรือไม่

p22-23-weekly-oil-06.jpg

การปิดฮอร์มุซไม่ใช่อาวุธที่ยิงใส่ฝ่ายตรงข้ามฝ่ายเดียว แต่คือการยิงใส่ตัวเอง เนื่องจากน้ำมันอิหร่านจำนวนมากก็ต้องออกผ่านฮอร์มุซ จีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านก็จะได้รับผลกระทบ รายได้ของรัฐบาลอิหร่านจะลดลง และอาจทำให้ประเทศที่ยังวางตัวเป็นกลางหันมาสนับสนุนการตอบโต้ของสหรัฐฯ

ปัจจุบันราคาน้ำมันไม่ได้ซื้อขายจากน้ำมันที่หายไป แต่ซื้อขายจาก Expectation เช่น สมมติว่า วันนี้ไม่มีน้ำมันเลย แต่ตลาดเชื่อว่าอีกสองอาทิตย์ฮอร์มุซอาจปิด ราคาน้ำมันก็จะขึ้นทันที นี่คือ Risk Premium ที่ถูกบวกเข้าไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงเห็นกันอยู่ว่ามีมากแค่ไหน แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากกรณีการขึ้นราคาน้ำมัน คือหุ้นบางกลุ่มน่าจะถีบตัวสูงขึ้น เช่น บริษัทน้ำมัน โรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่ง ฯลฯ

ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ทุกครั้งที่เกิด Oil Shock โลกไม่ได้เปลี่ยนแค่ราคาน้ำมัน แต่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย การลงทุน ไปจนถึงความมั่นคงด้านพลังงานของแต่ละประเทศ และในปี 2026 แม้เราจะยังไม่เข้าสู่ Oil Shock เต็มรูปแบบ แต่โลกกำลังเดินอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความขัดแย้งที่ควบคุมได้ กับ วิกฤตพลังงานครั้งใหม่ ซึ่งหากเส้นนั้นถูกข้ามไป ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ปั๊มน้ำมัน แต่อาจลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกทั้งระบบอีกครั้ง.