ในวัย 47 ปี “ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” เคยมีหนี้สินกว่า 900 ล้านบาท จากความผิดพลาดในการทำธุรกิจแปรรูปสับปะรด แต่เขากลับพลิกฟื้นธุรกิจขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยการหันมาโฟกัสที่ธุรกิจมะพร้าว จนกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวระดับแนวหน้าของโลก ในชื่อบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) และทำให้ ดร.วรวัฒน์ ในวัย 66 ปี ขึ้นแท่นนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว เกิดในครอบครัวเกษตรกรไร่อ้อยที่จังหวัดราชบุรี จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ MBA มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเริ่มทำงานเป็นฝ่าย QC (Quality Control) ในโรงงานอาหาร ก่อนที่จะเข้าสุ่ธุรกิจโรงงานมะพร้าวที่ไปได้ดีและสร้างยอดขายหลักร้อยล้าน
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ ดร.วรวัฒน์ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจแปรรูปสับปะรด เพราะช่วงนั้นอุตสาหกรรมสับปะรดกำลังมาแรง จึงไปกู้ธนาคารเพื่อมาลงทุน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวัง ทำให้ขาดทุนอย่างหนักและตามมาด้วยหนี้สินก้อนโตถึง 900 ล้านบาท จนต้องเข้าแผนพื้นฟูกิจการและวางแผนผ่อนชำระหนี้ โดยในระหว่างนั้นก็หันกลับมาโฟกัสธุรกิจมะพร้าวที่ถนัดจนประสบความสำเร็จ สามารถนำเงินมาชำระหนี้ได้ และกลายมาเป็น บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) อย่างในปัจจุบัน
“ตอนนั้นก็เลิกโรงงานสับปะรดและหันกลับมาทำโรงงานน้ำมะพร้าวและกะทิ ค่อยๆ ใช้หนี้ไป มันก็ผ่านมาได้ ต้องมองโลกในแง่ดี อย่าหมดกำลังใจ ถ้าไปดูกันจริงๆ คนที่ประสบความสำเร็จ เขาก็เคยล้มเหลวมาก่อน แต่สิ่งที่แตกต่างคือจะสามารถลุกขึ้นได้เร็วแค่ไหน และควรทำในสิ่งที่เราถนัดที่สุด อย่าไปทำธุรกิจที่ไม่ถนัดเพื่อหวังแต่ยอดขาย” ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) เท้าความ

ไทย โคโคนัท ธุรกิจมะพร้าวหมื่นล้าน
สำหรับบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท ซี แอนด์ เอ อินเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ก่อตั้งโดยกลุ่มครอบครัวชิ้นปิ่นเกลียว เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เริ่มแรกดำเนินธุรกิจในลักษณะซื้อมาขายไป ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น น้ำกะทิ เพื่อจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งกิจการมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจการผลิตและจำหน่ายน้ำกะทิและสินค้าแปรรูปจากมะพร้าว จึงเริ่มดำเนินการผลิตสินค้าดังกล่าวเอง โดยมีการก่อตั้งโรงงานในจังหวัดราชบุรี เพื่อผลิตและจำหน่ายทั้งตราสินค้าของบริษัทฯ และภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า หรือ OEM โดยมีจุดได้เปรียบในเรื่องของที่ตั้งโรงงานที่อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบมะพร้าว
หลังจากนั้นมีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด” ในปี 2552 และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 โดยใช้ชื่อ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) และเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ในชื่อ “COCOCO” ซึ่งเริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2566 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน ไทย โคโคนัท ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปมะพร้าวและผลไม้รายใหญ่ ที่ส่งออกไปจำหน่ายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง และเอเชีย มีทั้งแบรนด์ของตัวเองอย่าง “Thai Coco” (ไทยโคโค) และ “COCO BURI” (โคโค่ บุรี) รวมถึงการเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับแบรนด์และห้างใหญ่ๆ โดยสัดส่วนในการผลิตแบ่งเป็นน้ำมะพร้าว 60% และกะทิ 40%

พา “ไทย โคโค” กลับสู่มาตุภูมิ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทย โคโคนัท ดำเนินธุรกิจแบบส่งออกเป็นหลัก โดยรายได้จากการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายได้โดยรวมของบริษัท แต่ในปี 2569 ดร.วรวัฒน์ พลิกเกมใหม่ด้วยการกลับมารุกตลาดน้ำมะพร้าวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ด้วยเล็งเห็นโอกาสทางการตลาดและมีความพร้อมของกำลังการผลิต
“ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน คนไทยยังไม่ชินกับการดื่มน้ำมะพร้าวจากขวดแต่ชอบดื่มจากลูก ในขณะที่ต่างประเทศเขาชินและนิยมดื่มน้ำมะพร้าวในขวด จึงเกิดดีมานด์ของตลาด เราก็ต้องไปในพื้นที่ที่มีดีมานด์ก่อน ตอนนี้ทุกประเทศที่เราไปก็มีการเติบโตที่ดีเฉลี่ย 15% แต่ในปีนี้จะหันมาสร้างแบรนด์ในประเทศไทยควบคู่กับการส่งออก เพราะเห็นโอกาสในประเทศที่การบริโภคน้ำมะพร้าวได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชินกับการดื่มน้ำมะพร้าวจากขวด” ดร.วรวัฒน์ เล่าถึงที่มาในการกลับมาบุกตลาดเมืองไทย พร้อมเสริมว่า
“อีกอย่างหนึ่งคือเราทนเสียงเรียกร้องไม่ไหว มีคนที่ได้กินน้ำมะพร้าวของเราแล้วบอกว่า ทำไมของดีๆ อย่างนี้ไม่เอามาขายในเมืองไทยบ้าง เราอยู่ข้างนอกมานานแล้ว ประเทศไทยเป็นบ้านเกิด ปีที่แล้วกำลังการผลิตที่โรงงานเต็ม แต่ปีนี้มีการเพิ่มเครื่องจักรและยังมีโรงงานที่ฟิลิปปินส์ที่เราไปสร้างไว้อีกหนึ่งแห่ง ทำให้เราพร้อมสำหรับการเพิ่มการผลิตสำหรับตลาดในเมืองไทย”
สำหรับการบุกตลาดไทยครั้งนี้ ไทย โคโคนัท ส่งแบรนด์ “Thai Coco” และ “Hydaily” มานำร่อง โดยวางตำแหน่งของ “Thai Coco” ให้เป็นน้ำมะพร้าวธรรมชาติที่ผลิตจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมออแกนิก 100% จากสวนมาตรฐานในประเทศไทย มีอิเล็กโทรไลต์ที่จำเป็นต่อร่างกาย ให้ความชุ่มชื้นและความหวานจากธรรมชาติ ปราศจากวัตถุกันเสีย ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนทำงานที่ใส่ใจสุขภาพ
ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ Hydaily ได้รับการพัฒนาให้เป็นเครื่องดื่มฟังก์ชันที่มีส่วนผสมของน้ำมะพร้าว โดยผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในไทย คือ Hydaily เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวผสมโกจิเบอร์รี่ และแอล-ธีอะนีน กลิ่นส้มยูซุและน้ำผึ้ง ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ เหมาะกับกลุ่มคนเมืองและกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ มีความกดดันจากการเรียน การทำงาน และต้องอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 25 บาท ซึ่งเท่ากับแบรนด์น้ำมะพร้าวอื่นๆ ในท้องตลาด
“ปัจจุบันเทรนด์เรื่องสุขภาพไม่ใช่เทรนด์แค่ชั่วคราว แต่เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะคงอยู่ไปตลอด คนยุคนี้ต้องการเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกาย แต่ต้องดื่มง่าย รสชาติดี และเหมาะกับชีวิตประจำวัน Thai Coco จึงตอบโจทย์ในเรื่อง Natural และ Clean Hydration ส่วน Hydaily คือการยกระดับไปสู่ Functional Hydration Drink ที่ดูแลทั้งสุขภาพ ความสดชื่น อารมณ์ และสมาธิ ตอนนี้แบรนด์อื่นยังไม่มีใครมาเล่นเรื่องออแกนิก แต่โรงงานเราเป็นโรงงานสีเขียว 1 ใน 2 ของไทยที่ผลิตน้ำมะพร้าวแบบออแกนิกได้ ซึ่งนี่จะเป็นอีกหนึ่งจุดแข็ง”

เดินเครื่องเต็มกำลัง ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทในปีแรก
ทางด้านการตลาดของทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ บริษัทฯ ได้วางงบประมาณในช่วงเปิดตัวไว้ 50 ล้านบาท โดยเน้นกลยุทธ์ Mass Awareness + Trial + Emotional Connection เพื่อให้ผู้บริโภคไม่ได้เพียงเห็นแบรนด์ แต่ต้องเข้าใจ ทดลอง และจดจำได้ในชีวิตประจำวัน สำหรับแผนการสื่อสารนั้นจะใช้ทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ ครอบคลุมทั้งโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ KOL (Key Opinion Leader) KOC (Key Opinion Consumer) ประชาสัมพันธ์ สื่อโฆษณา และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์กับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกิจกรรมแจกสินค้าตัวอย่าง และกิจกรรมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย
ส่วนช่องทางจำหน่ายได้วางกลยุทธ์ครบวงจรแบบ Full Funnel โดยมี 7-Eleven เป็นช่องทางจำหน่ายหลักในช่วงเปิดตัว ควบคู่กับช่องทางอีคอมเมิร์ซผ่าน shopee, Lazada และ TikTok รวมถึงไลฟ์คอมเมิร์ซ และ Affiliate Marketing บนแพลตฟอร์มต่างๆ หลังจากสร้างการรับรู้ในช่วงแรกแล้ว จะขยายช่องทางไปยังโมเดิร์นเทรด แพลตฟอร์มออนไลน์ HoReCa และอื่นๆ ต่อไป
อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการร่วมมือกับ อิชิตัน กรุ๊ป ซึ่งมีจุดแข็งในด้านการพัฒนารสชาติ การสร้างแบรนด์ และการทำตลาด ในขณะที่ ไทย โคโคนัท มีความเชี่ยวชาญด้านซัปพลายเชนวัตถุดิบมะพร้าวไทยและเครื่องดื่มนวัตกรรมจากมะพร้าว โดยอยู่ระหว่างการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว แต่สามารถจับมือเพื่อสร้างตลาดใหม่ร่วมกันได้ เพื่อมอบทางเลือกให้กับผู้บริโภค
ปัจจุบันตลาดน้ำมะพร้าวในเมืองไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ราวๆ 1,500 ล้านบาท และมีการเติบโตที่ 20% โดยไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีการบริโภคน้ำมะพร้าวในปริมาณสูง ทั้งนี้ ดร.วรวัฒน์ ตั้งเป้ายอดขายของ Thai Coco และ Hydaily ในประเทศไว้ที่ 100 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มมาร์เกตแชร์ตลาดน้ำมะพร้าวในไทยในอีก 3-5 ปี ไว้ที่ 10% รวมถึงเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายในประเทศจาก 7% เป็น 15% ในขณะที่รายได้หลักของบริษัทยังมาจากการส่งออกที่สร้างเม็ดเงินได้มากกว่า 8,000 ล้านบาท
“ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขาย Thai Coco และ Hydaily ในประเทศไว้ที่ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เราไม่ได้หวังว่าจะเป็นที่ 1 ของตลาดไทย แต่แค่อยากให้คนไทยได้บริโภคสินค้าดีๆ ที่เรามีอยู่ ถามว่าช้าไปไหมที่เพิ่งเข้ามาในตลาดน้ำมะพร้าวเมืองไทย ผมว่าไม่มีอะไรช้าเกินไป เพราะตลาดมันยังโตอยู่ แล้วสินค้าเราก็ดี มีคุณภาพ แต่ถ้าเราไปทำในตลาดที่ไม่ค่อยโตหรือ sunset อันนี้ช้าไป แต่สำหรับตลาดกะทิและน้ำมะพร้าว ยังเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง”

ปัจจุบัน ไทย โคโคนัท เป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวและผลไม้รายใหญ่ และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในปี 2569 บริษัทฯ คาดการณ์รายได้เติบโต 25-30% ซึ่งหลังจากการเปิดตัว Hydaily และ Thai Coco ในประเทศแล้ว ยังมีแผนที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งช่วงแรกจะเน้นตลาดเอเชียและยุโรปที่มีความตื่นตัวด้านสุขภาพ
นอกเหนือจาก ไทย โคโคนัท แล้ว ดร.วรวัฒน์ ยังขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ อย่างอาหารสัตว์เลี้ยง ด้วยการก่อตั้งบริษัทย่อยอย่าง บริษัท ไทย ออซัม จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกสำหรับสุนัขและแมว ภายใต้ตราสินค้า “Moochie” นอกจากนั้น ยังมีบริษัท ไทย แพลนท์ เบส ฟู้ด จำกัด ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพจากโปรตีนพืช ภายใต้ตราสินค้า “CHIMCHIM” และมีบริษัทร่วมค้า บริษัท จัสท์ไลค์ แอนด์ มอร์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีสและเนยที่ทำจากพืช ซึ่งล้วนมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และทำให้ ดร.วรวัฒน์ ในวัย 66 ปี ขึ้นแท่นนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน.