28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

อัพเดทความคืบหน้า SeaChange® 2030 หนึ่งทศวรรษภารกิจรักษ์โลกของไทยยูเนี่ยน

อัพเดทความคืบหน้า SeaChange® 2030 หนึ่งทศวรรษภารกิจรักษ์โลกของไทยยูเนี่ยน

39.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-6-Copy.jpg

อาหารทะเลถือเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรกว่า 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก แต่ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด นั่นทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารทะเลก็ทวีความสำคัญมากขึ้นด้วยเช่นกัน

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - Thai Union เริ่มขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® มาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อประกาศเจตนารมณ์และพันธกิจด้านความยั่งยืน ก่อนจะต่อยอดเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 พร้อมเป้าพันธกิจ 11 ข้อที่ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน โภชนาการ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ไม่เพียงช่วยยกระดับความความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจและกรอบการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย Healthy Living, Healthy Oceans ที่มุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์

2.-อดัม-เบรนนัน.jpg

เป้าพันธกิจ 11 ข้อ ของ SeaChange® 2030

สำหรับพันธกิจทั้ง 11 ข้อของ SeaChange® 2030 นั้น ครอบคลุมการดูแลทั้งผู้คน (People) และโลก (Planet) ประกอบไปด้วย 1. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยวางเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593

2. การทำประมงอย่างรับผิดชอบ 100% ของอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติจะผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ หรือมาจากโครงการปรับปรุงการประมง โดยขยายขอบเขตการทำงานมากกว่าวัตถุดิบหลักอย่างปลาทูน่าไปยังสัตว์น้ำอื่นๆ

3. การเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ โดยกุ้งเพาะเลี้ยงทั้งหมด 100% ของบริษัท จะต้องผลิตขึ้นโดยส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการและสภาพการทำงานของอุตสาหกรรมอาหาร

4. การฟื้นฟูระบบนิเวศ ไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนงบประมาณ 250 ล้านบาท (มากกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศ

5. เกษตรกรรมที่มีความรับผิดชอบ 100% ของวัตถุดิบถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มจะได้รับการรับรองว่าปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ส่วนวัตถุดิบไก่จะได้รับการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ

6. กระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ ปรับปรุงระบบภายในโรงงานเพื่อลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ในโรงงานหลักห้าแห่งทั้งในและต่างประเทศ

7. งานที่ปลอดภัย มีคุณค่า และเท่าเทียม เดินหน้าสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า ยอมรับความแตกต่างและหลากหลาย ตั้งเป้า 50% ของผู้บริหารองค์กรเป็นผู้หญิง, 100% ของเรือประมงที่จัดหาวัตถุดิบให้บริษัทจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ไม่มีแรงงานทาสสมัยใหม่ และ 100% ของฟาร์มสัตว์น้ำที่จัดหาวัตถุดิบให้บริษัทจะต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านแรงงาน

35.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-2-Copy.jpg

8. การลดขยะพลาสติกในทะเล ตั้งเป้าจัดการขยะพลาสติก 1,500 ตัน ไม่ให้ปนเปื้อนสู่แม่น้ำลำคลองและทะเล

9. โภชนาการและสุขภาพ โดย 100% ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิห้อง (เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง) ภายใต้แบรนด์ของบริษัทจะต้องยึดตามแนวทางด้านโภชนาการ และ 100% ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิห้องที่ออกใหม่ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ของบริษัท จะต้องส่งเสริมโภชนาการเชิงบวกเพื่อสุขภาพที่ดี

10. บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์สินค้าของบริษัท 100% จะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนภายในปี 2568 และไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผลิตให้กับคู่ค้าอย่างน้อย 60% ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน

11. การเป็นพลเมืองดีของสังคม ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 250 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจ รวมถึงงานบรรเทาสาธารณภัยในช่วงเวลาวิกฤต

38.-ร่วมกันเก็บขยะชายหาด-5-Copy.jpg

SeaChange® 2030 กับไฮไลต์ความก้าวหน้าในหนึ่งทศวรรษ

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา การขับเคลื่อนความก้าวหน้าภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ มาตรฐานแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการลงทุนเพื่อสังคม และการลดขยะพลาสติกในทะเล

อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ SeaChange® คือการดูแลปกป้องผู้คนและระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอาหารทะเล เรามุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ชาวประมง แรงงาน และเกษตรกรสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ควบคู่กับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและชายฝั่ง เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ในระยะแรกของการดำเนินกลยุทธ์ SeaChange® ความคาดหวังด้านการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานแรงงานนั้นยังไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม แต่ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต”

42.-เด็ก-ๆ-และพนักงานร่วมกันคัดแยกขยะ-1-Copy.jpg

โดยมีความก้าวหน้าและหมุดหมายความสำเร็จที่สำคัญ ดังนี้

o สนับสนุนโครงการปรับปรุงการประมง (Fishery Improvement Projects: FIPs) รวม 9 โครงการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก โดยโครงการเกือบทั้งหมดได้รับการรับรองมาตรฐาน MSC แล้ว ส่วนโครงการที่เหลืออยู่ระหว่างการประเมินเพื่อรับการรับรอง

o จัดหากุ้ง 68% จากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทั้งฟาร์มที่ได้รับการรับรองและฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงการทำประมงที่น่าเชื่อถือ

o 95% ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)

o ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานลง 29% (ขอบเขตที่ 1 และ 2) เทียบกับปีฐาน 2564 ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ

o นำระบบตรวจสอบแหล่งที่มาบนบรรจุภัณฑ์ (Can Tracker) มาใช้ในแบรนด์ Chicken of the Sea, Genova, John West, Petit Navire และ Mareblu เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ผ่านรหัสบนกระป๋อง

o ประกาศนโยบายไม่เก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางานจากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่การดำเนินงานระดับโลกในปี 2565

o เปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำในปี 2567 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งได้สูงสุด 30% เมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงแบบทั่วไป

o ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC Feed Standard ในปี 2567 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ที่มีความรับผิดชอบ

o 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work & Welfare) ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ผ่านการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเรือประมง และการตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า

48.-ผู้บริหารไทยยูเนี่ยนร่วมกันปูอิฐ-2.jpg

การลดการปลดปล่อยคาร์บอน คือ Big Challenge

ทั้งนี้ อดัม เบรนนัน เผยว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยวางเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดยขอบเชตที่ 1 และ 2 เป็นสิ่งที่ไทยยูเนี่ยนจัดการได้ แต่ขอบเขตที่ 3 เป็นส่วนที่ยากและท้าทายที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ควบคุมไม่ได้ ที่ทำได้คือการเข้าไปมีส่วนร่วม และยังเป็นส่วนที่ปล่อยคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่มากกว่า 85% สิ่งที่ไทยยูเนี่ยนทำคือการเข้าไปมีส่วนร่วมและให้ความรู้ในเรื่องการลดการปลดปล่อยคาร์บอนกับทั้งพาร์ตเนอร์ ซัพพลายเออร์ เพื่อเดินไปสู่เป้าที่วางไว้

ในขณะที่ “Low Carbon Shrimp” หรือกุ้งคาร์บอนต่ำ ถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ โดยมีการทำงานร่วมกับฟาร์ม โรงงาน ติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอน ทั้งการติดตั้งแผงโซลาร์ และลงทุนในการศึกษาอาหารกุ้งที่มาจากแมลงและสาหร่าย เพื่อให้ได้กุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จและ win-win กับทุกฝ่าย เพราะความต้องการกุ้งคาร์บอนต่ำในตลาดมีปริมาณสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดโซนอเมริกา

ส่วนสิ่งที่ อดัม เบรนนัน ภูมิใจกับผลการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® คือ ทูน่าซัพพลายเชนส์ ที่ปัจจุบันสามารถจัดหาทูน่าอย่างยั่งยืนได้มากกว่า 90% ซึ่งใช้เวลากว่า 10 ปี โดยมีการทำงานร่วมกับทั้ง NGO, สถาบันการศึกษา ร่วมกันสร้างพิมพ์เขียวในการสรรหาทูน่าอย่างยั่งยืน

31.-ทีม-ARRI-สาธิตการบินโดรน-3-Copy.jpg

จับมือพันธมิตรเดินหน้า “ลดขยะพลาสติกในทะเล”

ใน 11 พันธกิจของไทยยูเนี่ยน ภายใต้ SeaChange2030 หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ Ocean Plastics Reduction หรือการลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ปากแม่น้ำ หรือแม่น้ำลำคลองต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจที่มีความก้าวหน้าที่น่าสนใจ โดยเป้าหมายคือ ลดขยะพลาสติกในท้องทะเลให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2030

พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ตอนนี้ดำเนินงานมาแล้ว 4 ปี จากเป้าหมาย 1,500 ตัน เราเก็บขยะได้แล้ว 512 ตัน คือ 1 ใน 3 หรือ 34% จากเป้าที่ตั้งไว้”

ภายใต้พันธกิจนี้ ไทยยูเนี่ยนมี 4 โครงการหลัก ได้แก่

โครงการ Ocean Cleanup เป็นโครงการที่ไทยยูเนี่ยนจัดขึ้นมาเพื่อให้พนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพาร์ตเนอร์ต่างๆ มาร่วมกันทำกิจกรรมเก็บขยะในวัน World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Day โดยจะจัดปีละ 2 ครั้ง

โครงการที่ 2 ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์อย่าง Second Life ทำโครงการเก็บขยะในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย หลักๆ คือ กระบี่ และ ตรัง มีการจ้างคนในพื้นที่หรือคนว่างงานในชุมชนมาร่วมเก็บขยะริมชายฝั่ง โดยเลือกชุมชนหรือหมู่บ้านที่เป็นเกาะหรืออยู่ชายฝั่ง โดยทาง Second Life จะไปให้ความรู้ว่าขยะแต่ละประเภทมีมูลค่าเท่าไหร่ เก็บมาแล้วสามารถกลับคืนเป็นรายได้ให้กับชุมชนได้

ส่วนตัวขยะที่ได้จะนำไปคัดแยกและรีไซเคิล ซึ่ง Second Life มีพาร์ตเนอร์หลักคือ “วงษ์พานิชย์ กระบี่” ที่เป็นผู้นำในการรีไซเคิล มีเทคโนโลยีในการคัดแยกและผลิตเม็ดพลาสติกของตัวเอง ในส่วนของไทยยูเนี่ยนเข้าไปส่วนร่วมทั้งการเก็บขยะ นำมารีไซเคิล และมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเสื้อ และสนับสนุนงบประมาณ

โครงการที่ 3 ร่วมมือกับ Seven Clean Seas โดยนำเครื่อง “HIPPO” เครื่องดักจับขยะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าไปตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา วัดจากแดง อ.บางกระเจ้า จ.สมุทรปราการ เพื่อดักจับขยะบริเวณปากแม่น้ำ และยังจ้างคนท้องถิ่นโดยเฉพาะคนว่างงานให้มาช่วยคัดแยกขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

โครงการที่ 4 ร่วมมือกับ ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative) ในการเก็บ Ghost Gear สำหรับ ARRI เป็นหน่วยงานที่ใช้โดรนในการเสาะหาตัว ghost gear หรืออุปกรณ์การทำประมงที่สูญหายในท้องทะเล ซึ่งปกติการเก็บ ghost gear ในท้องทะเลเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะไม่สามารถออกเรือไปเสาะหาได้ง่ายๆ เพราะทะเลกว้างและลึก การออกเรือไปโดยไม่มีทิศทางทำให้สูญเสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา การมีโดรนและเทคโนโลยี AI ของ ARRI จะทำให้กำหนดจุดได้ง่ายขึ้น

ปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถเก็บ ghost gear ได้ 3,000 กิโลกรัม ในพื้นที่เกาะพงัน ปีนี้มีการปรับเป้าหมายจาก 3,000 กิโลกรัม เป็น 4,000 กิโลกรัม และเพิ่มพื้นที่เกาะสมุยมาอีกหนึ่งจุดอีก 3,000 กิโลกรัม รวมเป็นเป้า 7,000 กิโลกรัม

นอกจากนั้นยังมีโครงการที่น่าสนใจ Ecosystem Restoration มีเป้าหมายคือการเพิ่มพื้นที่ระบบนิเวศ และสร้างระบบนิเวศให้ดีขึ้น ทั้งพื้นที่ป่าชายเลน ใต้ท้องทะเล ครอบคลุมทั้งบนบกและในน้ำ โดยมีการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 100 ไร่ และ Coral Reefs Restoration หรือ การปลูกปะการัง โดยร่วมมือกับเอสซีจี, มูลนิธิเอิร์ธ อะเจนด้า (Earth Agenda Foundation) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทำโครงการปลูกปะการังที่เกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต

1.-ภาพหมู่ผู้บริหาร-พันธมิตร-เด็กนักเรียน-ที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้-Copy.jpg

ล่าสุดยังเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนยังได้จัดงาน SeaChange® Day ขึ้น ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้แนวคิด “SEA the CHANGE. Be the CHANGE.” ในโอกาสครบรอบ 10 ปีกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® โดยมีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยงพันธกิจภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 สู่การลงมือปฏิบัติจริง

โดยมีนักเรียนและครูในท้องถิ่นเข้าร่วม ทั้งกิจกรรม Shape the Shore ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ปลูกต้นโกงกาง และดูแลเรือนเพาะชำกล้าไม้ กิจกรรม Sea Scan ทำความสะอาดชายหาด คัดแยกขยะ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจเพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย (ghost gear) ตามแนวชายฝั่ง และกิจกรรม ReLoop ReUse ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการนำอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือหมดสภาพ มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Tuna Lab ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารทะเล นับตั้งแต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการ การสกัดแคลเซียมจากกระดูกปลา ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง

“สิ่งที่ทำให้โครงการเหล่านี้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ไทยยูเนี่ยน แต่คือพันธมิตรต่างๆ ที่ร่วมมือกัน นักเรียนที่มาร่วมเก็บขยะ หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตรหลายๆ ฝ่าย ซึ่งเราจะทำต่อไปเรื่อยๆ เพราะสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนคือสิ่งสำคัญ” พรภัสรา ทิ้งท้าย