28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เส้นทาง 6 ทศวรรษ “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” จากโรงแรมริมหาดพัทยาสู่ผู้เล่นรายใหญ่

เส้นทาง 6 ทศวรรษ “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” จากโรงแรมริมหาดพัทยาสู่ผู้เล่นรายใหญ่

p20-21-weekly-onyx-01.jpg

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) เป็นกลุ่มธุรกิจสัญชาติไทยและถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปา ที่อยู่ในตลาดมานานถึง 60 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากโรงแรมเล็กๆ ริมชายหาดพัทยา สู่การขยายอาณาจักรฮอสพิทาลิตี้ที่มีแบรนด์ในเครือถึง 4 แบรนด์ มีโรงแรมมากกว่า 49 แห่ง และมีจำนวนห้องมากถึง 9,000 ห้อง ใน 7 ประเทศ และเจ้าของแบรนด์โรงแรมที่อยู่คู่เมืองไทยมายาวนานอย่าง “อมารี”

การเดินทางตลอด 60 ปีของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป สามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุคหลักๆ โดยยุคแรกกินระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2508-2518 ซึ่งรากฐานของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เริ่มต้นจากการก่อตั้งกลุ่มอิตัลไทย โดยนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต ในปี 2498 เพื่อบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ก่อนที่ในปี 2508 นายแพทย์ชัยยุทธจะต่อยอดความเชี่ยวชาญ เข้าซื้อกิจการ “นิภา ลอดจ์” (Nipa Lodge) โรงแรมมาตรฐานแห่งแรกในพัทยา เปลี่ยนหมู่บ้านชาวประมงสู่แลนด์มาร์กการท่องเที่ยว และยังเป็นจุดกำเนิดของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “ออร์คิด ลอดจ์ พัทยา บีช รีสอร์ต” ในภายหลัง

จากนั้นในปี 2518 มีการก่อตั้ง “สยาม ลอดจ์ กรุ๊ป โฮเต็ล” ขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนผ่านระบบการบริหารแบบครอบครัว สู่มาตรฐานเชนโรงแรมระดับสากล พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “อมารี” โดยเป็นการรีแบรนด์มาจาก ออร์คิด ลอดจ์ พัทยา สู่ “อมารี ออร์คิด รีสอร์ต แอนด์ ทาวเวอร์”

p20-21-weekly-onyx-02.jpg

ยุคที่ 2 ต่อยอดสู่หลากหลายทำเลศักยภาพ

ยุคที่ 2 ถือเป็นยุคที่ยาวนานที่สุด กินระยะเวลาถึง 24 ปีเต็ม จากปี 2526 - 2550 เป็นช่วงที่มีการเติบโตและขยายโรงแรมภายใต้แบรนด์อมารีไปตามจุดท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นช่วงที่กลุ่มออนิกซ์ฯ รุกเข้าสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอีกด้วย

โดยในปี 2526 มีการเปิดตัว “อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต แบงค็อก” โรงแรมสนามบินแห่งแรกของไทย พร้อมกับการเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ทำเลยุทธศาสตร์ในภาคใต้ ส่ง “อมารี คอรัล บีช ภูเก็ต” (ปัจจุบันคือ อมารี ภูเก็ต) ไปสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนหาดป่าตอง

ปี 2534 ทางกลุ่มขยายความสำเร็จจากภูเก็ต สู่การเปิดตัว “อมารี ปาล์ม รีฟ” ณ หาดเฉวง บนเกาะสมุย ถือเป็นรีสอร์ตริมหาดแห่งที่ 2 ในภาคใต้ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ ถัดมาในปี 2537 ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ด้วยการเปิดตัว “อมารี วอเตอร์เกท” (ปัจจุบันคือ อมารี กรุงเทพ) ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มธุรกิจ MICE ปักหมุดบนทำเลศักยภาพใจกลางย่านธุรกิจอย่างราชประสงค์

ถัดมาในปี 2546 รุกธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว “เปรโก้” (Prego) ร้านอาหารอิตาเลียนบนเกาะสมุย ในขณะที่ปี 2550 มีการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่อีกหนึ่งหมุดหมายท่องเที่ยวอย่างกระบี่ เปิดตัว “อมารี โวค กระบี่” ริมหาดทับแขก พร้อมกับการปรับโฉมโรงแรมแฟล็กชิปที่เป็นรากฐานของแบรนด์อย่าง อมารี ออร์คิด ลอดจ์ สู่ “อมารี พัทยา”

p20-21-weekly-onyx-03.jpg

ยุคที่ 3 ช่วงเวลาสั้นๆ แต่สร้างการเติบโต

ยุคที่ 3 เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 7 ปี แต่เป็นยุคที่มีการขยายแบรนด์อย่างน่าสนใจ เริ่มจากปี 2551 กลุ่มออนิกซ์ฯ ยกระดับโมเดลธุรกิจสู่การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสและ Branded Residences ด้วยการก่อตั้ง “Amari Estates” เพื่อนำความเชี่ยวชาญการบริการระดับ 5 ดาวของโรงแรม เข้ากับเรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรี พร้อมเปิดตัว “อมารี เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต” บนหาดป่าตอง และตามมา “อมารี เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ” และ “อมารี เรสซิเดนซ์ หัวหิน” ในปี 2553

ที่น่าสนใจคือการเข้าสู่ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ด้วยการนำแบรนด์ “ชามา” (Shama) แบรนด์ดังจากจีนและฮ่องกงเข้าสู่ประเทศไทย โดยเปิดตัว “ชามา สุขุมวิท กรุงเทพ” เพื่อรุกตลาดการพักอาศัยระยะยาว (Long-stay)

ในขณะที่ปี 2555 เปิดตัว “โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ” โครงการมิกซ์ยูสระดับไฮเอนด์ในทำเลศักยภาพบนถนนวิทยุ ซึ่งถือเป็นแบรนด์ระดับลักชัวรีของกลุ่ม และในปีเดียวกันยังรุกธุรกิจเวลเนส (Wellness) เปิดตัว “บรีซ สปา” (Breeze Spa) ที่ให้บริการอยู่ในเครือโรงแรมอมารี ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2556 ทางกลุ่มยังบุกเบิกตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ด้วยการเปิดตัว “อมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” โรงแรมธีมกีฬาแห่งแรกของไทย ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ถัดมาในปี 2557 เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “โอโซ่” (OZO) ด้วย “โอโซ่ เฉวง สมุย” แบรนด์โรงแรมที่มีคอนเซ็ปต์สนุกๆ เพื่อเจาะกลุ่มนักเดินทางยุคใหม่

p20-21-weekly-onyx-04.jpg

ยุคที่ 4 ก้าวสู่การเป็น Regional Player

ยุคที่ 4 กินระยะเวลาตั้งแต่ปี 2560 - 2568 เป็นช่วงแห่งการขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ ที่เริ่มยุคด้วยการเปิดตัว “อมารี ยะโฮร์ บาห์รู” (Amari Johor Bahru) ประเทศมาเลเซีย ตามมาด้วย “อมารี วังเวียง” ใน สปป. ลาว ริมแม่น้ำซอง พร้อมกับการขยายฐานตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อย่างแบรนด์ “ชามา” (Shama) เปิดตัวโรงแรมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์แฟล็กชิปอย่าง “ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพ” และ “ชามา ต้าชิ่ง” เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แห่งแรกในมณฑลเฮยหลงเจียง ประเทศจีน

และยังตามมาด้วย โอโซ่ ภูเก็ต, โอโซ่ นอร์ธ พัทยา, โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง, ชามา เย็นอากาศ กรุงเทพ รวมถึง วาย โฮเทล ฮ่องกง เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในภูมิภาค Greater China อีกทั้งยังมีการเปิดตัวโรงแรมใหม่ 2 แห่งในมาเลเซีย ได้แก่ อมารี กัวลาลัมเปอร์ และอมารี สไปซ์ ปีนัง เพิ่มเติม

ขณะที่ในปี 2566 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายอาณาจักรเวลเนส ผ่านการเปิดตัว “ไหม สปา” (maai spa) แบรนด์สปาระดับพรีเมียมสาขาแรก ณ อมารี พัทยา นอกจากนั้น ยังปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ริมมหาสมุทรอินเดีย เปิดตัว “อมารี โคลัมโบ” ประเทศศรีลังกา และเดินหน้ารุกตลาดร้านอาหาร เปิดตัว 2 แบรนด์พรีเมียม อย่าง “นิลา” ร้านอาหารอินเดีย และ “ชมสินธุ์” ร้านอาหารไทย ณ อมารี กรุงเทพ

ล่าสุดในปี 2568 ยังมีการขยายฐานธุรกิจใน สปป. ลาว เพิ่มเติม เปิดตัว “อมารี เวียงจันทน์” โรงแรมภายใต้แบรนด์อมารีแห่งที่ 2 ใน สปป. ลาว อีกทั้งยังเปลี่ยนโฉม “The Tide Resort” สู่ “อมารี บางแสน” พร้อมๆ กับการเปิดตัวนิตยสาร “The Wonderer” เพื่อทำหน้าที่เป็นไกด์บุ๊กและเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับแขกผู้มาพัก

p20-21-weekly-onyx-05.jpg

ก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 เดินหน้าขยายธุรกิจเชิงรุก รองรับการเติบโตระยะยาว

จากโรงแรมแห่งแรกริมหาดพัทยา ปัจจุบัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในกลุ่มธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาคที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายแบรนด์ ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ อมารี (Amari) แบรนด์ในกลุ่ม upper-upscale บริการแบบไทยที่ผสานเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางแต่ละพื้นที่, โอโซ่ (OZO) โรงแรมไลฟ์สไตล์ระดับ upper-midscale ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่, ชามา (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว และ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) โครงการมิกซ์ยูสระดับไฮเอนด์ที่มีทั้ง Branded Residence และโรงแรม โดยปัจจุบันมีโรงแรมและโครงการภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 49 แห่ง รวมกว่า 9,000 ห้อง ครอบคลุมทั้งในไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง บังกลาเทศ ศรีลังกา และ สปป. ลาว

ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มออนิกซ์ฯ ได้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ จากจุดเริ่มต้นในการบริหารโรงแรมเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย สู่การเติบโตและขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค จนได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากพันธมิตรและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้รากฐานความเป็นไทยที่แข็งแกร่ง ผสานมุมมองระดับสากล และการมุ่งเน้นตลาดระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของกลุ่มมาโดยตลอด”

สำหรับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ในการเป็น The Best Medium-sized Hospitality Management Company in Asia-Pacific โดยในปี 2569 มีแผนเปิดโครงการใหม่ ได้แก่ ชามา สุขุมวิท 101 กรุงเทพ (Shama Sukhumvit 101 Bangkok), ชามา เมดินี (Shama Medini) และ วาย โฮเทล หนานซาน เซินเจิ้น อินสไปร์ บาย โอโซ่ (Y Hotel Nanshan Shenzhen Inspired by OZO)

ในขณะเดียวกันยังมีแผนพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง อาทิ ชามา ระยอง (Shama Rayong), อีคิว ภูเก็ต (EQ Phuket), ชามา ฮับ ลาดพร้าว กรุงเทพ (Shama Hub Ladprao Bangkok), ชามา นอร์ท พัทยา (Shama North Pattaya) และโครงการระดับลักชัวรีอย่าง อมารี รีสอร์ต แอนด์ วิลล่า สมุย (Amari Resort & Villas, Samui) รวมถึงแผนปรับปรุงครั้งสำคัญของ อมารี ภูเก็ต (Amari Phuket Transformation) โดยตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอจาก 49 แห่ง สู่มากกว่า 75 แห่งภายในปี 2573 ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 5,500 ล้านบาท

นอกเหนือจากแผนขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคแล้ว กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านการบริหารสินทรัพย์และการลงทุน โดยมีกองรีท ONYXRT เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท จากปัจจัยสนับสนุนทั้งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ทยอยฟื้นตัว และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน โดยในปี 2569 คาดว่า Core Assets ที่จะนำเข้ากองรีท ONYXRT จะประกอบไปด้วย อมารี กรุงเทพ, โอโซ่ สมุย และ โอโซ่ ภูเก็ต จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน โดยตั้งเป้ามูลค่ารวมไว้กว่า 4,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาแม้จะเป็นปีที่ท้าทาย แต่กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังสามารถสร้างรายได้รวมไปถึง 9,094 ล้านบาท และมี GOP (Gross Operating Profit) ที่ 3,552 ล้านบาท สำหรับปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 10,330 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีก่อนหน้า ซึ่งยุทธชัยในฐานะผู้นำมั่นใจว่า จากพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายทั้งแบรนด์และทำเลศักยภาพ บวกกับความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน ปีนี้จะเป็นอีกปีที่กลุ่มออนิกซ์ฯ ยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง.