28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

บทเรียนร้านอาหารในตลาดหุ้น พฤติกรรมผู้บริโภคคือผู้กำหนดตลาด

บทเรียนร้านอาหารในตลาดหุ้น พฤติกรรมผู้บริโภคคือผู้กำหนดตลาด

p24-weekly-restaurant-01.jpg

สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ “โตแบบฝืดเคือง” โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ เช่น SCB EIC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประเมินว่า ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8%-3.2% เท่านั้น

แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดรวมจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น (แตะระดับกว่า 5.7-6.4 แสนล้านบาท) แต่ในความเป็นจริง การเติบโตนั้นไม่ได้มาจากปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่มาจาก “การปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุน” และ “การเร่งเปิดสาขาใหม่ของรายใหญ่” ท่ามกลางปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ปัจจัยของการหดตัวมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า เพราะต้องการระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยจะถูกชะลอออกไป แม้จะยอมจ่ายแพงขึ้นบ้าง แต่ต้องได้ความคุ้มค่า ดังนั้น ร้านอาหารประเภท A la carte จึงทำตลาดได้ยากขึ้น และหันไปเลือกร้านอาหารในกลุ่มบุฟเฟต์หรือชาบูหม้อร้อนแทน

การลดความถี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ จากเดิมที่เคยกินข้าวนอกบ้านหรือสั่งเดลิเวอรีสัปดาห์ละหลายครั้ง ผู้บริโภคลดความถี่ลงและหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง หรือเลือกซื้ออาหารพร้อมรับประทานในซูเปอร์มาร์เกตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจัยสุดท้ายคือ คนรุ่นใหม่เลือกกินร้านที่มีตัวตนชัดเจน และเน้นวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ มีรีวิวที่โปร่งใส หากร้านไหนไม่มีจุดเด่นที่แท้จริง ลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจทันที

หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน และโดยเฉพาะร้านอาหารในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่แม้จะเป็นกลุ่มที่มีสีสัน โดยเฉพาะในช่วงที่เปิดจอง IPO นักลงทุนแห่จอง แต่ในเวลาต่อมากลับต้องเผชิญกับภาวะผลประกอบการและราคาหุ้นที่ถดถอยลง เป็นกรณีที่น่าศึกษาไม่น้อย

ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหุ้นปัจจุบัน เช่น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน), บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) เหตุผลของการเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่คือ ความต้องการระดมทุน เพื่อขยายสาขา แต่นั่นกลับเป็นความท้าทายที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเจอ ซึ่งต่างจากร้านอาหารทั่วไป

p24-weekly-restaurant-02.jpg

เพราะร้านอาหารที่เข้าตลาดฯ ยังต้องรักษายอดขายจากสาขาเดิม ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญ ถ้ายอดขายโตจากการเปิดสาขาใหม่เพียงอย่างเดียว แต่สาขาเก่ากลับเงียบเหงานักลงทุนจะเริ่มเป็นกังวล ราคาวัตถุดิบและค่าแรงขั้นต่ำ ร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหุ้นต้องหันไปลงทุนกับครัวกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานและต้นทุน ขณะที่เทรนด์ผู้บริโภคปัจจุบันเน้นที่ความคุ้มค่าสูงทำให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดในกลุ่มบุฟเฟต์ และการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนห้าง แต่แข่งกันที่ระบบ CRM (ระบบสมาชิก) แอปพลิเคชันสั่งอาหารของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพา GP จากแพลตฟอร์ม Delivery

ด้านแบรนด์ระดับ Magnet อย่าง MK บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป และ OKJ โอ้กะจู๋ ที่เคยเป็นหุ้น IPO ที่นักลงทุนแห่แย่งกันจอง แต่กลับเผชิญกับภาวะผลประกอบการและราคาหุ้นถดถอยลง ตอนที่เข้ามาในตลาดเป็นช่วงกระแสแบรนด์กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด หุ้นจึงถูกตั้งราคาบนสมมุติฐานว่าบริษัทจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Growth Stock) มีการให้ค่า Premium หรือ P/E ที่สูงมาก นักลงทุนคาดหวังว่าการเปิดสาขาใหม่จะสร้างรายได้และกำไรเป็นทวีคูณทันที

ความเป็นจริง เมื่อบริษัทระดมทุนไปแล้ว และเริ่มทำฐานกำไรที่สูงขึ้น การจะรักษาอัตราการเติบโตให้สูงเท่าเดิม จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลประกอบการสะดุดเพียงนิดเดียว ราคาหุ้นที่แบกความคาดหวังไว้สูงจึงดิ่งลงมาหาราคาที่สะท้อนความเป็นจริง

โมเดลการเติบโตของร้านอาหารในตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดคือ “การขยายสาขา” แต่การเปิดสาขาใหม่เปรียบเสมือนดาบสองคม ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเร่งสปีดขยายสาขาทั้งแบรนด์หลักอย่างโอ้กะจู๋ และแบรนด์ใหม่อย่าง Oh! Juice หรือ Wrap & Roll ทว่าหากยอดขายของสาขาเหล่านั้นออกมา “น้อยกว่าที่คาด” แต่บริษัทมีภาระ Fixed Cost (ค่าเช่าห้าง, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าแรงพนักงาน, และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร/ตกแต่งร้าน) ที่ต้องจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน สิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะ “รายได้โต แต่กำไรหดตัวรุนแรง” อย่างเช่นที่โอ้กะจู๋เคยเจอปัญหากำไรสุทธิลดลงในบางไตรมาสจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายคงที่ของสาขาใหม่ที่ยังไม่ทำเงิน

สงครามราคาและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค เปลี่ยนไปเร็วมาก และปัจจุบันมีความอ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) สูงจากสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว กรณีของ เอ็มเคเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่หลังยุคโควิด-19 เนื่องจากโครงสร้างราคาแบบเดิมที่เป็น A la carte เริ่มถูกท้าทายด้วยกระแส สุกี้บุฟเฟต์สายพาน ชาบูราคาประหยัด ที่ขยายตัวยึดตลาดแมสอย่างรวดเร็ว เช่น สุกี้ตี๋น้อย, ลัคกี้ สุกี้, โบนัส สุกี้

ผู้บริโภคมองว่าการกิน MK มีค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าในยุคนี้ ส่งผลให้ยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) ติดลบหรือเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง จนช่วงหลัง MK ต้องปรับกลยุทธ์ลงมาเล่นตลาดบุฟเฟต์โปรโมชัน และคลอดแบรนด์ใหม่อย่าง Bonus Suki เพื่อลงมาสู้ในศึกนี้

ร้านอาหารข้างนอกสตรีทฟูดอาจปรับตัวด้วยการลดปริมาณหรือเปลี่ยนวัตถุดิบได้ง่าย แต่ร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเรื่องของมาตรฐานค้ำคออยู่ การปรับเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจเพื่อสู้กับสงครามราคาจึงทำได้ช้ากว่า และมักจะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) โดยตรง .