อุตสาหกรรม Wellness เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทรงพลังที่สุด โดยถูกยกระดับจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วไปขึ้นมาเป็น “ระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก” ที่เติบโตแซงหน้า GDP โลกอย่างต่อเนื่อง
จากรายงานล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) มูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกทะลุ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราการเติบโตถูกคาดการณ์ว่าเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 7.6% ต่อปี และจะพุ่งทะยานไปแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของ GDP โลกเกือบเท่าตัว
และอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 24 ของโลก อัตราการเติบโตในช่วงปีที่ผ่านมาไทยทำสถิติครองอันดับ 1 ของโลกด้านมูลค่าการเติบโต โดยโตสูงถึง 28.4% โดยมาจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าประมาณ 4.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของตลาดเวลเนสไทย โภชนาการและอาหารสุขภาพ มูลค่าประมาณ 3.16 แสนล้านบาท สุดท้ายคือ ความงามและการดูแลผิวพรรณ มูลค่า 2.44 แสนล้านบาท

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมาจากปัจจัยแรกการเปลี่ยนผ่าน “รักษาโรค” สู่ “การป้องกัน” ผู้บริโภคเปลี่ยนทัศนคติจากการรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา มาเป็นการลงทุนเพื่อชะลอวัย และยืดช่วงอายุที่มีสุขภาพดี
ปัจจัยที่สอง สุขภาพที่ดีกลายเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตยุคใหม่ คนยอมจ่ายเงินระดับพรีเมียมเพื่อแลกกับอากาศที่บริสุทธิ์ อาหารออแกนิก และที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพ ปัจจัยที่สาม วิกฤตสุขภาพจิตและการนอน คนรุ่นใหม่เผชิญความเครียดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ธุรกิจประเภท Sleep Economy, Mindfulness, Aromatherapy และ Sound Healing กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานไม่ใช่แค่ทางเลือก และปัจจัยสุดท้าย คือการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ทั้งในไทยและตลาดโลก กลุ่ม Silver Gen ผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อ มีความต้องการบริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสูงมากเพื่อรักษาความกระฉับกระเฉงไว้ยาวนานที่สุด
โอกาสทางธุรกิจของไทยและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับสูงมาก Top Tier ของภูมิภาค จากความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่หาได้ยากจากประเทศอื่น โอกาสทองของไทยจะอยู่ที่ Wellness Tourism แบบผสมผสาน ที่รวมเอาเรื่องการพักผ่อน อาหารสุขภาพ และการฟื้นฟูจิตใจเข้าด้วยกัน ความต้องการรักษาแบบแพทย์แผนไทย และธรรมชาติบำบัด กำลังเป็นที่ต้องการระดับสากลเพราะตอบโจทย์เทรนด์โลกที่มองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และการแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพรไทยให้เป็นอาหารเสริม หรืออาหารทางการแพทย์เฉพาะบุคคล นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคอนโดมิเนียม หรือบ้านพักวัยเกษียณที่ฝังระบบดูแลสุขภาพไว้ในดีไซน์

ด้านผู้ประกอบการไทยแม้จะโดดเด่นในด้านการให้บริการ แต่ต้องยกระดับด้านเทคโนโลยี เช่น การนำเทคโนโลยีระดับลึกเช่น Genomic Testing, AI วิเคราะห์สุขภาพเฉพาะบุคคล หรืออุปกรณ์ Wearable Tech มาเชื่อมโยงกับบริการ ด้านสินค้ากลุ่มสมุนไพรยังขาดการรับรองมาตรฐานในระดับสากลและการทำ Storytelling เพื่ออัปเกรดราคาให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม อีกทั้งตลาดยังต้องการ Wellness Coach หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก
“ความผ่อนคลายเป็นเพียงประสบการณ์ แต่ความเยาว์วัยคือ การลงทุน จาก Wellness กำลังถูกยกระดับไปสู่ Longevity Clinic การยืดอายุขัย การยื้อเวลาชีวิต และข้อมูลเชิงประจักษ์ อธิบายง่ายคือ อุตสาหกรรมเวลเนส กำลังยกระดับจากความเชื่อและภูมิปัญญาไปสู่หลักฐานเชิงประจักษ์” ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนาและสร้างเครือข่ายระดับชาติภายใต้หัวข้อ “Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมเวลเนส” ก่อนจะขยายความว่า
การพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยควรมุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ สามารถวัดผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้เครื่องวัด HRV (Heart Rate Variability) วัดความเครียดก่อนและหลังทำสปา เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบประสาทผ่อนคลายลงได้ถึงร้อยละ 30 ทันที
จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจาก “การขายบริการครั้งเดียว” เป็น “การดูแลต่อเนื่อง” ผ่านการส่ง Smart Wearable ให้ลูกค้าใส่กลับบ้าน ติดตามผลผ่านแอป และส่งวิตามินปรุงเฉพาะบุคคลไปให้ทั่วโลก หรือที่เราต้องทำให้เกิด Invisible Tech, Visible Results เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง จะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนอยู่เบื้องหน้า
ทั้งนี้ หากเรานำวิทยาศาสตร์และการแพทย์เข้าไปสวมทับภูมิปัญญาและรีสอร์ตระดับโลกของเรา เราจะกลายเป็น “Precision Hospitality” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ยุโรปหรือสิงคโปร์ก็เลียนแบบไม่ได้ เพื่อมุ่งสู่ High-Tech Diagnostics wrapped in High-Touch Hospitality หรือ การวินิจฉัยที่แม่นยำล้ำสมัยห่อหุ้มด้วยการบริการที่ลึกซึ้งเหนือระดับ

“บทบาทของ NIA ในการสนับสนุนนวัตกรรมด้านเวลเนส (Wellness)” หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เราส่งเสริมคือ สุขภาพ health and wellness เราทำมาตลอด และเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าว ก่อนจะอธิบายถึงมิติการสนับสนุนของ NIA
“ผู้ประกอบการต้องมองให้ไกล ถ้าสามารถปักธงในเวทีโลกได้ นั่นเป็นการพาไทยก้าวเข้าไปสู่ตลาดในระดับ Global อย่างแท้จริง เราไม่ต้องการให้ Wellness เป็นแค่การนวด สปา แต่ต้องการให้เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจใหม่ และAccelerator Programs โปรแกรมเร่งสร้างการเติบโตธุรกิจนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวซอฟต์พาวเวอร์และสังคม
จุดเด่นของไทยคือ ผู้ประกอบการสามารถสร้างธุรกิจที่เสิร์ฟในตลาดโลกได้ NIA ไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะสตาร์ทอัป แต่เรามองว่า ผู้ประกอบการจะสร้างอิมแพคอย่างไรได้บ้าง เพราะNIA เชื่อว่า นวัตกรรมดีๆ แต่ถ้าไม่มีการใช้จริงก็ไม่มีประโยชน์
ทั้งวิสัยทัศน์และพันธกิจของ NIA จะช่วยหนุนและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนสของไทยให้เติบโต สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ นี่เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนไทยโดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง”

โดยที่ผ่านมา NIA ดำเนินงานภายใต้บทบาท “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” หรือ Focal Conductorที่พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็งและเป็นระบบที่เปิดกว้าง ได้ดำเนินงานผ่าน4กลไกหลัก ได้แก่ Groom Grant GrowthและGlobalจึงได้มุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมWellnessไทยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายนวัตกรรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม2) การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้านเวลเนส 3) การขับเคลื่อนผ่านThailand Innovation Hubsและ 4) การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างบริการให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างความแตกต่างที่มีมูลค่าสูงต่อไป
“ปัจจุบันอุตสาหกรรมเวลเนส ของไทยได้เดินทางมาถึง “จุดเปลี่ยน” ที่แม้ว่าเราจะได้รับการยอมรับระดับโลกในเรื่องHospitalityและการบริการด้านRelaxationแต่การจะก้าวไปสู่ตลาดMedical & Longevity Wellnessที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัวนั้น ไม่สามารถใช้แค่ “ความรู้สึก” เป็นจุดขายได้อีกต่อไป โดยเฉพาะลูกค้ายุคใหม่ (เช่น กลุ่มHigh-Net-Worth) ที่ต้องการผลลัพธ์ซึ่งจับต้องได้ พวกเขาต้องการเห็นผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์ (Wellness ROI) ซึ่งจุฬาฯ มีความพร้อมในการเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชนโดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบทางคลินิก และผลักดันสู่ความสำเร็จทางธุรกิจภายใต้แนวคิดFrom Bench to Bedside to BusinessเราจะทำFast-Track Scientific Validationเพื่อเปลี่ยนคำว่า “รู้สึกดีขึ้น” ให้เป็น “ผลลัพธ์ ทางคลินิกที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” นี่คือการสร้างปรากฏการณ์ High-Touch meets High-Techโดยผสานภูมิปัญญาไทย เข้ากับวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม” ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย