12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

TFPA หนุนผู้ประกอบการ โตด้วยนวัตกรรม สู้ตลาดอาหารโลก

“วันนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่…

TFPA หนุนผู้ประกอบการ โตด้วยนวัตกรรม สู้ตลาดอาหารโลก

“วันนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตที่ดี ไปสู่ผู้ผลิตที่โลกเลือก” ดร. องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA)

ตะวันออกกลาง ตลาดหลักและตลาดใหม่ของสินค้าเกษตรแปรรูปที่ผู้ประกอบการไทยแทบทุกรายให้ความสำคัญ หลังจากโลกต้องเผชิญกับภาวะภาษีการค้าจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การเบนเข็มการค้าไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และพื้นที่อื่น จึงเป็นทางออกที่ดีในเวลานั้น

แต่สิ่งที่เกินคาดหมายคือ ตะวันออกกลางถูกแปรสภาพให้เป็นพื้นที่แนวรบ ที่ผู้เปิดสงครามไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบในทุกมิติของการค้าโลก

จากสถานการณ์ปัจจุบันเครื่องจักรตัวสำคัญที่ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้คือ การส่งออก ข้อมูลจากปี 2568 ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมกัน 221,189 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 2.91 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.5% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,520,542.58 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทย แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน และมีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนรายได้เข้าสู่ประเทศ

ดร.องอาจ มองว่า แม้อุตสาหกรรมอาหารไทยจะมีจุดแข็งและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ โดยกลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงจากเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และใส่ใจสุขภาพ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก พร้อมกับการพัฒนาสินค้านวัตกรรม

ขณะที่สินค้าอาหารสำเร็จรูปที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งอย่างปลาทูน่าและอาหารทะเล ยังคงเผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และข้อกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งยกระดับ ESG และระบบ Traceability

แต่ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะค่าระวางเรือ เช่น เส้นทางไทย-จีน เพิ่มจาก 100 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ

กลุ่มผู้ผลิตผักและผลไม้แปรรูป เพื่อการส่งออก ต้องเผชิญกับอุปสรรครอบด้าน ทั้งการแข่งขันของตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ด้วยการยกระดับสินค้าไปสู่ตลาดพรีเมียม พัฒนาสินค้าออแกนิก และ Functional Food

นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่อาจลดลงตามสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ โดยเฉพาะหากปริมาณน้ำน้อยจะกระทบต่อผลผลิตการเกษตร เช่น สับปะรดที่อาจได้ผลที่เล็ก ไม่ได้น้ำหนัก หรือลิ้นจี่ ที่คาดว่าหากเกิดภัยธรรมชาติอาจเป็นเหตุให้ผลผลิตหายไปถึง 40%

เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ผลิตสับปะรด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจากความต้องการของตลาดโลก แต่ยังต้องเร่งบริการจัดการวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และการต่อยอดสินค้าในกลุ่มพรีเมียม นอกจากความกังวลต่อสภาพอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตแล้ว ภาวะสงครามยังทำให้ต้นทุนกระป๋องเหล็กเพิ่มสูงขึ้น 30-40% ของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสับปะรดกระป๋องที่ต้องยอมแบกภาระเพราะล็อกราคาขายล่วงหน้าไว้แล้ว

ข้าวโพดหวาน ยังถือเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดหวานอันดับหนึ่งของโลก ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพทำให้สินค้าของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่เป็นผู้นำเข้าข้าวโพดหวานอันดับ 1 ของไทย รองลงมาคือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป

แม้ว่าไทยจะเป็นอันดับ 1 ด้านปริมาณการส่งออก แต่ในแง่ของมูลค่าต่อหน่วยยังต่ำกว่าคู่แข่งจากฝั่งยุโรป เช่น ฮังการี เนื่องจากไทยเน้นการแข่งขันด้านราคาและผลิตภัณฑ์แปรรูปพื้นฐาน ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยพยายามจะยกระดับการผลิตด้วยนวัตกรรม Smart Farming เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น

แต่จากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว สมาคมฯ มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะส่งถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ภาครัฐให้การช่วยเหลือ 3 ด้าน คือ 1. ลดต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2. เร่งเจรจา FTA และเปิดตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ และ 3. สนับสนุนการพัฒนา Future Food, Sustainable Food และ ระบบมาตรฐานโลก รวมไปถึงการแข็งค่าของเงินบาทมาอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้กำไรของผู้ส่งออกหายไปทันที 8-9% ขณะที่กำไรปกติของบางกลุ่มสินค้ามีเพียง 3-5% เท่านั้น

ดร. องอาจทิ้งท้ายว่า “ผู้ประกอบการไทยผ่านวิกฤตมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ภาษีทรัมป์ และสงครามตะวันออกกลาง แต่ต้องยอมรับว่า ขีดความสามารถของผู้ประกอบการไม่เท่ากัน กลุ่ม SMEs ที่มีความบอบบาง วิกฤตนี้อาจถึงขั้นล้มหายตายจาก.”.