28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

มาตรการคืนภาษีโซลาร์รูฟท็อป 2 แสน พลิกเกมพลังงานบ้านไทยท่ามกลางวิกฤต

มาตรการคืนภาษีโซลาร์รูฟท็อป 2 แสน พลิกเกมพลังงานบ้านไทยท่ามกลางวิกฤต

p12-daily-solar.jpg

ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง ที่มีแนวโน้มจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยถีบตัวสูงขึ้น ทำให้หลายฝ่ายต่างเร่งหามาตรการและทางออกเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าพลังงานสะอาดอย่าง “พลังงานแสงอาทิตย์” ถือเป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาความกังวลในวิกฤตพลังงานที่เราต้องเจอ แต่ถึงกระนั้นก็ยังติดข้อจำกัดทั้งเรื่องงบประมาณในการติดตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาคครัวเรือน

ล่าสุดต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภาครัฐประกาศเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) ในบ้านอยู่อาศัย เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี แต่คำถามคือเราพูดถึงโซลาร์รูฟท็อปกันมานาน การมีมาตรการดังกล่าวเข้ามาจะช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร และจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน

จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผลักดันให้เกิดมาตรการดังกล่าว เผยว่า

มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปวงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว โดยผู้มีสิทธิต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid บนหลังคา ดาดฟ้า หรือพื้นที่อยู่อาศัยจริง กำลังการผลิตไม่เกิน 10 kWp และต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่ออก e Tax Invoice พร้อมทั้งต้องเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้า (MEA หรือ PEA) ให้เสร็จและต้องยื่นขอใช้สิทธิ์ในปีภาษีที่ได้รับเชื่อมต่อเท่านั้น

มาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ภายหลังราชกิจจาประกาศ จนกระทั่งถึง 31 ธันวาคม 2571 รวมระยะเวลา 3 ปี จำกัดหนึ่งหลัง–หนึ่งสิทธิ และใช้ได้ครั้งเดียวตลอดโครงการ ถือเป็นทั้งมาตรการช่วยลดภาระภาษีและลดค่าใช้จ่ายการลงทุนติดตั้งระบบฯ ซึ่งหากติดตั้งขนาด 5kW จะสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 2,000-2,500 บาท/เดือน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“มาตรการนี้ส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยกลุ่มเป้าหมายคือบ้านอยู่อาศัย และผู้ที่จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ต้องเป็นผู้ที่มีเงินได้และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายใต้มาตรา 40(1) และ 40(8) โดยคาดว่าจะมีคนมาใช้สิทธิ์ประมาณ 90,000 ครัวเรือน”

มีการประเมินประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการคืนภาษีครั้งนี้ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 20,250 ล้านบาท สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง LNG จากต่างประเทศได้ 94,000 ตัน นอกจากนั้น ยังลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก CO2 ได้ 0.28 ล้านตันต่อปี อีกทั้งยังสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพในกลุ่มผู้ที่ดำเนินธุรกิจด้านโซลาร์ ได้มากกว่า 450 ตำแหน่ง

ด้านผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบโซลาร์อย่าง เอกภัทร ปัญญาแก้ว ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า “หลังภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งรูฟท็อป เราเห็นแรงกระเพื่อมด้านดีมานด์อย่างชัดเจน ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยมีทั้งปัจจัยฤดูร้อนซึ่งเป็นไฮซีซันของโซลาร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ครอบครัวไทยมองเห็นภาพ ‘ผลิตไฟเอง–ชาร์จเอง–ประหยัดจริง’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับกำลังการผลิตที่เหมาะสมกับบ้านส่วนใหญ่ในไทยคือระบบ On grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมการใช้ไฟประมาณ 50–60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วงกลางวัน และยังสามารถต่อยอดสู่ระบบ Smart Home หรือการชาร์จรถยนต์ EV ได้ตามความต้องการของผู้บริโภคจริง แต่สิ่งสำคัญในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคือการเลือกอุปกรณ์ เทคโนโลยี และการติดตั้งที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อีกทั้งต้องคำนึงถึงโครงสร้างของหลังคาและระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ในขณะที่ อัจฉรา ปู่มี ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันด้าน Energy Efficiency มายาวนาน เราเห็นการเปลี่ยนผ่านของบ้านไทยจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนวัตกรรมในบ้านเริ่มเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานสะอาด ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ครัวเรือนบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”

ที่น่าสนใจคือการเข้ามามีส่วนร่วมของสถาบันการเงินอย่าง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ในการทำหน้าที่เป็น Financial Enabler ที่ช่วยให้สมาชิกบริหารค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ผ่านสิทธิพิเศษร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการโซลาร์กว่า 21 รายทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเครือข่ายพันธมิตรเป็นกว่า 35 ราย ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น เมื่อประกอบกับมาตรการลดหย่อนภาษีครั้งนี้ ถือเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้จริง และช่วยให้สมาชิกวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างไม่กระทบรายได้หลัก

ทั้งนี้จากอินไซต์การใช้จ่ายของสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์รูฟท็อปมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  โดยในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนประกาศมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อนำข้อมูลก่อนและหลังการออกมาตรการมาเปรียบเทียบกัน พบว่า การใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรเคทีซีในหมวดโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้น 110% และจำนวนธุรกรรมเติบโตขึ้น 40% สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อโซลาร์รูฟท็อปที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเห็นชัดว่าผู้บริโภคเริ่มมองการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และสามารถลดค่าไฟเฉลี่ยได้ถึง 30–60% ต่อปี

นอกจากมาตรการคืนภาษีโซลาร์รูฟท็อปแล้ว กระทรวงพลังงานยังมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ในอีกหลายรูปแบบ เช่น โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับบ้านอยู่อาศัยของประชาชน โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะใช้เองภายในครัวเรือนก่อน ส่วนไฟฟ้าส่วนเกินภาครัฐจะรับซื้อในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ล่าสุดกำหนดเป้าการรับซื้อที่ 90 เมกะวัตต์ ซึ่งปลายปี 2567 เต็มโควตาแล้ว ระหว่างนี้รอกำหนดโควตาใหม่และจะมีการเปิดรับซื้ออีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบมาตรการหนุนการใช้พลังงานสะอาด โดยให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือซื้อรถยนต์ไฟฟ้า วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อราย ผ่อนนาน 5 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ โดยยื่นคำขอได้ถึง 31 มีนาคม 2570 อีกด้วย

จากมาตรการต่างๆ ดังกล่าว ถือเป็นตัวเร่งในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ที่ไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ แต่ก็ต้องดูกันต่อไปว่ามาตรการดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลดังที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่.