12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากชิ้นส่วนสู่เทคโนโลยี

ปิดฉากไปแล้วสำหรับ Motor Show 2026 งานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 งานใหญ่วงการยานยนต์ ซึ่งครั้งนี้ยังคงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปิดยอดจองรวมสูงถึง 132,951 คัน…

อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากชิ้นส่วนสู่เทคโนโลยี

ปิดฉากไปแล้วสำหรับ Motor Show 2026 งานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 งานใหญ่วงการยานยนต์ ซึ่งครั้งนี้ยังคงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปิดยอดจองรวมสูงถึง 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 71.8% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า โดยค่ายรถจีนและรถไฟฟ้าเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของงาน และกำลังกลายเป็นแรงผลักดันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตด้วยเช่นกัน

ทิ้งช่วงจากงานมอเตอร์โชว์ไม่นาน ล่าสุดทางฝั่ง อินฟอร์ม่า มาร์เก็ตส์ (Informa Markets) ก็เดินหน้าสร้างแรงกระเพื่อมให้กับแวดวงยานยนต์ไทยอีกหนึ่งระลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยาง ด้วยการประกาศจัดงาน Future Mobility Thailand 2026 (FMT 2026) ร่วมกับ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ซึ่งเป็นการรวม 2 งานใหญ่มาไว้ในที่เดียวกัน โดยจะจัดขึ้นตามมาติดๆ ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

ทั้ง 2 งาน ถือเป็นเวทีแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ที่คาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมีแบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์มาร่วมงาน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต ผ่านการผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ โดยมีพันธมิตรอย่างสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) มาร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้จัดงาน เปิดเผยมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์และตลาดอาฟเตอร์มาร์เกตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไว้ว่า อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนยานพาหนะ การขยายตัวของเครือข่ายโลจิสติกส์ และจำนวนรถยนต์ใช้งานระยะยาว (aging fleet) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการด้านอะไหล่ การบำรุงรักษา และโซลูชัน MRO (Maintenance, Repair and Operations) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

โดย Mr. Alwin Seow (อัลวิน เซียว) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ เอเชียและสิงคโปร์ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทดแทนระดับโลก ด้วยแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป”

ซึ่งการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าทั่วทั้งภูมิภาคจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง ตั้งแต่การออกแบบและสมรรถนะ ไปจนถึงความต้องการด้านการบำรุงรักษารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตนอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุคใหม่

ในส่วนของการเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok และ AutoMROtive นั้น อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค พร้อมระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต OEM ผู้ผลิตชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่กลุ่มตลาด CLMV รวมถึงภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ที่รองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค

แม้ไทยจะเป็นศูนย์กลางในการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค และเป็นหมุดหมายในการจัดงานระดับโลก แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยก็ต้องปรับตัวเพื่อชิงโอกาสในตลาดเช่นกัน

สมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) มองว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยานยนต์อันดับ 10 ของโลก จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบ Multiple Track ควบคู่กัน ทั้งการรักษาฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาป และการเร่งขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย 30:30

“ร้อยกว่าประเทศทั่วโลกที่ไทยส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไป เขายังใช้เครื่องยนต์สันดาปอยู่ เพราะโครงสร้างพื้นฐานเขายังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นประเทศไทยควรรักษาฐานการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องยนต์สันดาปเอาไว้สัก 70% ส่วน 30% เป็นยานยนต์ไฟฟ้า ไทยเราเก่งเรื่องการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ฉีด ใส กลึง เป่า แต่ถ้าพูดเรื่องอิเล็กทรอนิกส์เรายังไม่เก่ง ที่ผ่านมามีการจัดงาน Future Mobility Thailand ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เชิญผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าจากจีน ฮ่องกง ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสนำเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์มาผนวกกับความเป็น mechanic กลายเป็นเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยสามารถก้าวข้ามไปสู่การผลิตยานยนต์สมัยใหม่ได้ และการจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้ทั้งโอกาสทางธุรกิจและการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีได้เช่นกัน”

ในขณะที่ ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เผยภาพรวมนโยบายและโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าว่า ไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์แห่งอนาคต จากผู้ผลิตชิ้นส่วนสู่การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยมีแรงขับจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้แต่ละภาคส่วนต้องปรับเปลี่ยนและเร่งพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“มีประมาณ 3-4 ประเด็นที่ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อย่างแรกต้องยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว เพราะอุตสาหกรรมมันเปลี่ยนแปลงเร็ว ต้องสามารถทำให้ ‘ถูก เร็ว ดี และจำนวนน้อย’ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่แล้ว แต่ต้องเป็นปลาเร็ว ที่สำคัญคือต้องมีเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมที่แข็งแรงและพร้อมไปด้วยกัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ใครเก่งอะไรก็ทำอย่างนั้นและทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่ทำให้เราไวขึ้นและปรับตัวได้ดีขึ้น สุดท้ายคือต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี ยุคนี้เป็นยุคท้าทาย คู่แข่งเยอะ เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและมีพาร์ตเนอร์ที่ดีคือสิ่งสำคัญ”

ดร.เกรียงศักดิ์ทิ้งท้ายไว้ว่า การที่ยานยนต์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการพลิกโฉมระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทักษะแรงงานใหม่เพื่อรองรับนวัตกรรมดังกล่าว และบูรณาการความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตแบบเดิมสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต.