28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

วิกฤตแรงงานปี 2026 เมื่อ AI คือ Digital Employee

วิกฤตแรงงานปี 2026 เมื่อ AI คือ Digital Employee

p214-weekly-digital-01.jpg

ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่วิกฤตแรงงานปี 2026 อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ AI เร่งให้เกิดช่องว่างแบบ K-Shape ทิ้งคนทำงานกลุ่มใหญ่ไว้ข้างหลัง ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานที่เปลี่ยนจากการขยายตัวสู่การปรับสมดุลและควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ข้อมูลจากสถาบันระดับโลกชี้ตรงกันว่า ทักษะงานส่วนใหญ่เปลี่ยนไปสูงถึง 70% ภายในปี 2030 ขณะที่สถานการณ์ในไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการเลิกจ้างในระบบที่อาจสูงถึง 40,000 คนต่อเดือน ผสานกับวิกฤตสุขภาพจิตจากการทำงานที่ WHO เตือนว่ากำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโครงสร้าง เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้

“ในปี 2026 เราไม่ได้มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่มันคือ Digital Employee หรือพนักงานคนหนึ่งที่เข้ามานั่งทำงานกับเราอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือการเกิดช่องว่างแบบ K-Shape ที่ชัดเจนมาก คนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษา เพื่อขยายศักยภาพตัวเอง จะพุ่งทะยานเป็นขาขึ้นของตัว K ในขณะที่คนที่ปรับตัวไม่ทัน หรือขาดทักษะในการใช้ AI อย่างเข้าใจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการใช้ AI ในยุคนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาการทดลองใช้ (Explore) อีกต่อไป แต่เป็นยุคของการวัดผลจริง (Evaluation) ผ่าน AI Agents ที่ทำงานแทนเราได้เกือบสมบูรณ์ หน้าที่ของเราจึงต้องรู้เท่าทันและสามารถควบคุมเครื่องมือเหล่านี้ได้ ดังนั้น โจทย์ของคนทำงานวันนี้ไม่ใช่แค่ต้องเก่งขึ้น แต่ต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะทั้งงานและการใช้ชีวิตมีความเชื่อมโยงกัน เมื่องานดี ชีวิตก็ดีไปด้วย เพราะชีวิตดี งานก็ดีตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจัด People Performance Conference 2026 ขึ้นมา เพื่อนำเสนอแนวคิด Work life intelligence ที่คนทำงานต้องติดอาวุธทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิต” สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง RGB72 และ CREATIVE TALK ให้มุมมอง

p214-weekly-digital-02.jpg

งาน People Performance Conference 2026 ที่จัดโดย Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginativeจะเป็นงานที่นำเสนอทางรอดผ่านแนวคิด “Work Life Intelligence” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณค่าของมนุษย์ให้เหนือกว่า AI และจัดการชีวิตให้สมดุลเพื่อประสิทธิภาพงานที่ยั่งยืน บนความเชื่อว่า “คน” คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ด้าน อภิชาติ ขันธวิธิ Co-founder ของ QGEN Consult มองว่า “ความท้าทายขององค์กรในปีนี้ คือการมีเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่พนักงานกลับวิ่งตามไม่ทัน ทำให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อ AI เข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่จนบางแผนกอาจเหลือคนทำงานลดลง พนักงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมมาเป็นการทำงานเหนือ AI หรือ การควบคุม AI อย่างเข้าใจ จุดนี้เองที่บีบให้ต้องเร่ง Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติที่ AI ทำแทนไม่ได้ เพราะหากทักษะเดิมเริ่มหมดอายุแต่เราไม่รีบสร้างคุณค่าใหม่เพิ่มให้ทันความเร็วของโลก เราจะกลายเป็นส่วนเกินขององค์กรทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเป็นผู้เรียนรู้เร็ว (Fast Learner) จึงเป็นทางรอดเดียวของคนทำงานยุคนี้”

ขณะเดียวกันองค์กรยังต้องเผชิญกับความย้อนแย้งในการจัดการ (Management Paradox) ที่รุนแรงขึ้น เช่น องค์กรต้องเร่งสปีดแข่งกับตลาดแต่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ หรือการทำงานกับ Gen Z ที่ต้องการอิสระแต่องค์กรต้องการผลงานที่มีคุณภาพในเวลารวดเร็ว ความกดดันเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้เบิร์นเอาต์ องค์กรยุคใหม่จึงต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อใจ และให้อำนาจพนักงานตัดสินใจเลือกเครื่องมือและเวลาด้วยตัวเอง แนวคิดเดิมอย่าง Work life integration ที่ว่าด้วยการหลอมรวมทั้งงานและชีวิตเข้าด้วยกันจึงไม่เพียงพอและเข้ากับบริบทปัจจุบัน แต่แนวคิดที่มาแทนที่คือ Work Life Intelligence ที่คนทำงานจะต้องเก่งทั้งงานและมีพลังในการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า “ช่องว่างทางทักษะ” คือปัญหาหลักของการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ โดยนายจ้างกว่า 63% ระบุว่าเป็นอุปสรรคสูงสุดในช่วงปี 2025-2030 ส่งผลให้องค์กรส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ โดย 85% เร่งแผนอัปสกิล พนักงานเดิมขนานใหญ่ 70% เตรียมจ้างบุคลากรใหม่ที่มีทักษะตอบโจทย์อนาคต และ 50% เน้นการโยกย้ายพนักงานจากบทบาทที่กำลังถดถอยไปสู่ตำแหน่งที่เติบโต ขณะที่ LinkedIn คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 70% ของทักษะที่จำเป็นในตลาดแรงงานจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมี AI เป็นตัวเร่ง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก TrueUp (17.03.69) ชี้ว่าในปี 2025 มีการเลิกจ้างพนักงานเทคโนโลยีถึง 783 ครั้ง กระทบ 245,953 คน และต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ที่มีการปลดพนักงานแล้วอีก 171 ครั้ง กระทบพนักงานกว่า 55,911 คน สะท้อนว่าโลกของงานไม่ได้แค่เปลี่ยนเร็วขึ้น แต่กำลัง “คัดคน” เร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างแบบ K-Shape ระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองได้ กับคนที่เริ่มตามไม่ทันและเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

p214-weekly-digital-03.jpg

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ มองว่าองค์กรในอดีตอาจเติบโตด้วย Succession Plan แต่อนาคตต้องขับเคลื่อนด้วย Transition Plan เพราะโจทย์วันนี้ไม่ใช่แค่ ใครจะมาแทนใคร แต่คือการ ส่งต่อคุณค่า ความรู้ และความเชื่อมั่น ให้เติบโตข้ามรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการ ออกแบบความรู้สึก เพื่อเปลี่ยนความอึดอัดเป็นการทำงานร่วมกัน

“เริ่มจากคนรุ่นอาวุโสที่กังวลเรื่อง กำลังถูกแทนที่ ให้เปลี่ยนเป็น Mentor หรือผู้ส่งต่อประสบการณ์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งรู้สึกว่าโอกาสมาเร็วไปจนไม่มั่นใจ ก็จะได้ทดลองโดยไม่ต้องแบกคนเดียว และคนตรงกลาง (Sandwich Generation) หรือวัยเดอะแบกที่มักรู้สึกไม่มีที่ยืน เพราะต้องรับศึกหนักทั้งภาระครอบครัวและแรงกดดันในงานจนบั่นทอนสุขภาพจิตและต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน ก็จะมีเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว “องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่ที่ที่เปลี่ยนคนเร็วที่สุด” แต่คือที่ที่ “ส่งต่อได้ดีที่สุด” เพื่อให้ทุกคนมีบทบาทใหม่ในอนาคตร่วมกัน”.