ขณะที่ไทยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” แต่เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตอย่างพุ่งทะยาน โดยรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในปี 2026 ไว้ที่ 10% สูงกว่าเป้าหมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากเทียบค่าเฉลี่ย 6.5-7%
รัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายสำคัญ และเป็นเป้าหมายระยะยาวในการที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงให้ได้ภายในปี 2030 ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น World Bank ยังประเมินตัวเลขที่ดูแล้วจะสมเหตุสมผลมากกว่าอยู่ที่ประมาณ 6.3%
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว รวมถึงโอกาสที่มีเข้ามาเพิ่ม มาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการคือ 1. Supply Chain Shift ซึ่งเวียดนามนั้นได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต “China Plus One” (คือ กลยุทธ์ที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของจีนในการพึ่งพาการผลิตหรือการลงทุนในประเทศจีนเพียงแห่งเดียว) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 2. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อสร้างทางหลวง สนามบิน และระบบพลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และ 3. ข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) ซึ่งสร้างความได้เปรียบให้เกิดขึ้นกับเวียดนาม โดยเฉพาะการส่งสินค้าออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียตะวันออก

แม้จะมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะดีที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่สิ่งที่ยังเป็นความท้าทายของเวียดนามคือ นโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่จะกระทบกับผู้ประกอบการส่งออก และจะส่งผลต่อเป้าหมาย GDP ที่รัฐบาลตั้งไว้ ด้านค่าแรงแม้จะยังค่อนข้างต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตที่มาจากราคาพลังงาน และต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศมีแนวโน้มถีบตัวสูงขึ้น จะไปกดดันอัตรากำไรของภาคธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เป็นเรื่องที่เวียดนามต้องเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้าทั่วโลกที่มีความต้องการสินค้าที่ผลิตภายใต้มาตรฐานด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งภาคธุรกิจในท้องถิ่นยังต้องเร่งปรับตัว
ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศในเวียดนามมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเพียงแค่เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2026 มูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ 6.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยประเทศในกลุ่มเอเชียยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งการลงทุนเกือบ 90% ของทั้งหมด โดยอันดับ 1 คือ เกาหลีใต้ 2. สิงคโปร์ 3. จีน 4. ญี่ปุ่น 5. ฮ่องกง/ไต้หวัน
อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนมากที่สุด คือ 1. การผลิตและแปรรูป 82% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ทโฟน อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ 2. อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและโครงการ Smart City ขนาดใหญ่ และ 3. พลังงานและเทคโนโลยีสะอาด

ตัวอย่างโครงการและบริษัทที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามปี 2026 ได้แก่ Cooler Master มีการลงทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์ระบายความร้อนคอมพิวเตอร์ในนิคมอุตสาหกรรม Gia Binh, Tech Giants ธุรกิจบริหารจัดการ Cloud และ Data Center โดยบริษัทระดับโลกอย่าง Google, AWS และ Microsoft ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
สำหรับนักลงทุนจากประเทศไทย ถือเป็นนักลงทุนในลำดับที่ 8 ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรม 1. กลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภค 2. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ 3. กลุ่มพลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืน 4. กลุ่มโลจิสติกส์และเทคโนโลยี
กลุ่มธุรกิจค้าปลีกไทยอย่าง CRC ที่เพิ่งประกาศแผนการดำเนินธุรกิจประจำปี 2026 เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากแผนที่จะขยายพอร์ตธุรกิจในประเทศแล้ว เวียดนามคือหมุดหมายสำคัญที่จะขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น หลังจากเห็นผลตอบรับจากชาวเวียดนามเป็นอย่างดี จากฐานสมาชิก The1 ในเวียดนามที่มีมากถึง 4.3 ล้านราย โดย CRC มีแผนที่จะขยายธุรกิจในเวียดนามโดยเพิ่มจำนวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุม 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด

นายใหญ่อย่าง สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ประกาศแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยใช้ยุทธศาสตร์ New Heights, Next Growth ที่เน้นการเสริมแกร่งธุรกิจหลัก และต่อยอด New Growth Engine พร้อมทั้งปรับโฟกัสธุรกิจ โดยมุ่งเน้นที่ตลาดไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการดำเนินงานปี 2026 ธุรกิจของ CRC ในประเทศไทยจะมีจำนวน 3,596 ร้านค้า ซึ่งครอบคลุมใน 63 จังหวัดทั่วไทย และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ขณะที่เวียดนามจะมีจำนวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุม 26 จังหวัดจาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 20%
และ Go Wholesale ที่ CRC มีแผนจะขยายสาขาในเวียดนาม โดยจะขยายสาขาศูนย์การค้า GO! จำนวน 1 สาขา ไฮเปอร์มาร์เกต GO! จำนวน 2 สาขา และซูเปอร์มาร์เกต Mini go! จำนวน 6 สาขา ขณะที่ยังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่นๆ อีก

CRC เข้าไปรุกธุรกิจในประเทศเวียดนามตั้งแต่ปี 2012 โดยเริ่มจากการเปิดร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์กีฬาอย่าง Supersports ก่อนจะเปิดตัวห้างสรรพสินค้าชื่อ ROBINS ในกรุงฮานอย และโฮจิมินห์ ในปี 2014 และร่วมทุนกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่าง Nguyen Kim และ Lan Chi Mart ในปี 2015 ก่อนจะเข้าซื้อกิจการ Big C Vietnam ในปี 2016 ก่อนจะรีแบรนด์เป็น GO! และ Tops Market และทำให้กลุ่มเซ็นทรัลก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจค้าปลีกกลุ่มอาหารในเวียดนาม
ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปี เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม คือ ผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเซ็นทรัลไม่ได้มองเวียดนามเป็นแค่ตลาดส่งออก แต่ใช้กลยุทธ์ Local Alignment ซึ่งสินค้ากว่า 90% ที่วางขายในห้างนั้น เป็นสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม และยังช่วยผลักดันสินค้าเวียดนามไปขายในเครือข่ายของเซ็นทรัลในไทยด้วย

เวียดนามกลายเป็น New Era ตลาดที่พร้อมเติบโตจากการลงทุน เพราะรัฐบาลเวียดนามได้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมาย GDP เติบโต 8-10% และรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ และต้องมีเงินลงทุนต่างชาติจดทะเบียนใหม่ 40,000-60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
แม้ว่าเวียดนามจะเป็นเวทีที่พร้อมสำหรับนักลงทุน จากความเอื้ออำนวยของรัฐบาลที่กำลังสร้างขึ้น แต่สิ่งที่ท้าทายนักลงทุนในอนาคตคือ เวียดนามมีปัญหาด้านแรงงานที่ยังขาดทักษะขั้นสูง แม้ว่าปัจจุบันแรงงานในเวียดนามจะมีทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกำแพงภาษีจากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และต้นทุนพลังงาน จากการปรับตัวไปสู่มาตรฐาน ESG ที่จะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนสูงขึ้น.