28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทย-โลก

สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทย-โลก

p22-23-weekly-iran-01.jpg

หลังการโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านโดยไร้เหตุผลอันชอบธรรมของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต สิ่งที่ตามมาคือกองทัพของอิหร่านตอบโต้แบบทันควัน

เหตุผลที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศต่อประชาคมโลกคือ การป้องกันตนเอง หลังจากที่อิหร่านเป็นภัยคุกคามในภูมิภาค โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องการสะสมแร่ยูเรเนียมเพื่อการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

โดยเป้าหมายสำคัญในการโจมตีของอิหร่านคือขุมกำลังทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศกาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน และคูเวต ขณะที่อิหร่านโดนโจมตีอย่างหนักโดยเฉพาะพื้นที่เปราะบางอย่างโรงเรียนสตรีและโรงพยาบาล

ทว่า หลังการโต้ตอบกันอย่างดุเดือด ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน กลับมีข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่า ทีมทำงานของโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยต่อที่ประชุมสภาคองเกรสว่า ไม่มีข้อมูลข่าวกรองใดๆ ทั้งสิ้นที่สามารถยืนยันได้ว่า อิหร่านจะโจมตีทหารอเมริกันก่อน รวมถึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่านอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านจนผู้นำเสียชีวิต ด้วยเหตุผลที่ถูกกุขึ้นมาเท่านั้น

p22-23-weekly-iran-02.jpg

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันถึงชนวนเหตุการโจมตีบนดินแดนตะวันออกกลางในครั้งนี้คือ สหรัฐฯ ต้องการกำราบประเทศพันธมิตรของอิหร่านทางอ้อม

อิหร่านมีสัมพันธ์อันดีกับจีน รัสเซีย และอินเดีย โดยเฉพาะมิติของการค้า และการสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางทหาร เพราะอิหร่านมีการขายน้ำมันให้แก่จีนประมาณ 10-15% และยังเป็นแหล่งผลิตโดรนทางการทหารให้แก่รัสเซีย และยังเป็นประเทศที่เหมือนผู้คานอำนาจให้อินเดียทางอ้อมอีกด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า หากสหรัฐฯ สามารถล้มอิหร่านสำเร็จ สิ่งที่สหรัฐฯ จะได้คือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา และยังสั่นคลอนเสถียรภาพของจีน รัสเซีย และอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม BRICS ที่ต้องการลดบทบาทและความสำคัญของเงินดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ

หากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมาเป็นความจริง นั่นเท่ากับว่า เพียงเพื่อต้องการสร้างความมั่นคงให้แก่เงินดอลลาร์ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหาเหตุผลจอมปลอมในการสร้างการกระทำอันป่าเถื่อน ที่สร้างหายนะให้แก่เศรษฐกิจทั่วโลก

แม้ว่าการสู้รบจะเกิดขึ้นบนดินแดนตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบและแรงสั่นสะเทือนถึงไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะหลังจากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดสำคัญในการขนส่งน้ำมัน และสินค้าอื่นๆ

p22-23-weekly-iran-03.jpg

แม้ว่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านจะมีมูลค่าไม่สูงมาก ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2568 เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน มูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ที่ 4,259.86 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 3,973.17 ล้านบาท นำเข้า 286.69 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้า 3,687.02 ล้านบาท

และสินค้าส่งออกที่สำคัญคือ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และข้าว

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอิหร่าน ได้แก่ 1. สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย 2. สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธุ์ ข้าวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ 3. สินค้าทุน เช่น สัตว์สำหรับทำพันธุ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์ทำจากยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 4. สินค้าเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ 5. ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เช่น รถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์

p22-23-weekly-iran-04.jpg

การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับอิหร่าน โดยเฉพาะน้ำมัน หนึ่งในสินค้าที่ไทยนำเข้าจากอิหร่าน ที่หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ไทยมีการนำเข้าน้ำมันมากถึง 4.7% ของจีดีพี แม้ว่าไทยจะมีน้ำมันดิบสำรองภายในประเทศ 60 วัน แต่หากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้ออาจส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ซึ่งนั่นจะส่งผลถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจมีการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้

และเมื่อราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลเป็นระลอกคลื่นถึงต้นทุนสินค้า ราคาทองคำ และทั้งหมดจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่อาจเลี่ยง

ผู้ประกอบการจากหลายอุตสาหกรรมวิเคราะห์ตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีว่า ปีนี้ภาพรวมทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะดีขึ้น หลังจากที่ผ่านจุดต่ำสุดไปเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเมืองไทยหลังจากได้รัฐบาลใหม่ที่มีมือดีเข้ามาดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ น่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติได้เป็นอย่างดี ปี 2569 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ได้เห็นสัญญาณบวกที่จะส่งผลอย่างชัดเจนมากขึ้นในปี 2570

p22-23-weekly-iran-05.jpg

แต่เหตุการณ์ร้อนระอุบนแหล่งผลิตน้ำมันของโลก เริ่มสั่นคลอนความมั่นใจของผู้ประกอบการที่มีต่อเศรษฐกิจและภาพรวมของตลาดลง ถึงกระนั้นผู้ประกอบการก็ยังมีความหวังเล็กๆ ว่า มีความเป็นไปได้ว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านจะไม่ยืดเยื้อจนสร้างผลกระทบในทางลบมากจนเกินไป

ล่าสุดนักวิเคราะห์ออกมาคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าราคาอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แน่นอนว่าย่อมซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพของไทย

แม้ว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะประกาศตรึงราคาน้ำมันเพื่อลดความกังวลของประชาชน ถึงกระนั้นกลับมีสถานีน้ำมันบางบริษัทที่ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันไปก่อนหน้าแล้ว

p22-23-weekly-iran-06.jpg

ก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าและใช้ภายในครัวเรือน มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกผ่านเส้นทางสำคัญในภูมิภาค แม้ว่าไทยจะสามารถผลิตก๊าซได้เองเกือบเพียงพอต่อความต้องการ แต่ยังต้องมีการนำเข้าเป็นบางส่วน จึงอาจได้รับผลกระทบด้านราคา แต่ภาครัฐคาดว่ายังพอสามารถตรึงราคาไว้ได้ระยะหนึ่ง

สิ่งที่คนไทยควรทำในช่วงเวลานี้คือ การบริหารค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนอย่างรอบคอบ เตรียมเงินสำรองไว้ในยามฉุกเฉิน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลงในเวลาอันสั้น หรือยืดเยื้อ ผลเสียทางเศรษฐกิจย่อมเกิดขึ้นแน่นอน .