28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ทำความรู้จัก “ออปติม่า แอสเทติค” Game Changer ของธุรกิจเครื่องมือแพทย์ความงาม

ทำความรู้จัก “ออปติม่า แอสเทติค” Game Changer ของธุรกิจเครื่องมือแพทย์ความงาม

p20-21-weekly-Optima-01.jpg

ธุรกิจเวชศาสตร์ความงาม (Aesthetic Medicine) ในประเทศไทยเติบโตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ความอ่อนเยาว์ และการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่สูง รวมถึงความเชื่อมั่นในแพทย์ และคลินิกความงามที่มีความพร้อม ส่งผลให้ธุรกิจนำเข้าเครื่องมือแพทย์ความงามซึ่งเป็นหนึ่งในอีโคซิสเต็มของธุรกิจเวชศาสตร์ความงามเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ครั้งนี้ “ผู้จัดการ 360 องศา” จะพาไปทำความรู้จักกับหนึ่งในผู้เล่นในตลาดนำเข้าเครื่องมือแพทย์ความงามอย่าง “บริษัท ออปติม่า แอสเทติค จํากัด” ที่แม้จะอยู่ในตลาดมาเพียง 2 ปี แต่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีเป้าหมายใหญ่ที่ติดตาม

“ออปติม่า แอสเทติค เริ่มต้นจากเพนพอยต์ที่ว่า เครื่องมือแพทย์ความงามที่นำเข้าในปัจจุบันราคาสูงเกินไป ทำให้ผู้มาใช้บริการต้องจ่ายในราคาแพง เราอยากให้แพทย์ไทยได้ใช้เครื่องมือแพทย์ความงามที่มีคุณภาพ มาตรฐานสากล ในราคาที่สมเหตุสมผล” ประโยคสั้นๆ ที่ นพ.ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออปติม่า แอสเทติค จํากัด (Optima Aesthetics) บอกถึงที่มาในการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนำเข้าเครื่องมือแพทย์ความงามเมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนจะขยายความเพิ่มเติมว่า

“ตัวผมเองเป็นหมอและเป็น End User มีคลินิกของตัวเองที่ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ความงาม แต่รู้สึกว่าเครื่องมือแพทย์ความงามในประเทศไทยราคามันค่อนข้าง overprice ราคาสูงเกินไป ทำให้คนไข้หรือผู้มาใช้บริการต้องจ่ายในราคาที่สูงตามไปด้วย เลยคิดว่าทำยังไงที่เราจะสามารถนำเครื่องมือแพทย์ความงามเข้ามาขายเองในราคาที่ Optimal หรือ เหมาะสม ไม่แพงเกินไป หมอสามารถใช้ได้ และคนไข้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่ไม่ได้สูงมาก จึงตั้ง ออปติม่า แอสเทติค ขึ้นมา เพื่อนำเข้าเครื่องมือแพทย์ความงาม ง่ายๆ คือ รู้สึกว่าของมันแพงนั่นแหละครับ เลยหาของที่ราคาไม่แรง แต่คุณภาพดีเข้ามาให้เพื่อนๆ หมอได้ใช้”

p20-21-weekly-Optima-02.jpg

นพ.ฐิติคมน์เล่าต่อว่า “ผมเริ่มทำธุรกิจนำเข้าเครื่องมือแพทย์ความงามมา 2 ปีแล้ว เริ่มจากไม่รู้อะไรเลย แต่แค่รู้สึกว่าอยากทำเพื่อที่เพื่อนๆ หมอจะได้มีของดีราคาถูกใช้ ก็เลยไปเลือกเครื่องมือแพทย์ความงามจากเกาหลีมา ในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะผมมีเพื่อนเป็นหมอเกาหลีเยอะ เขาก็บอกว่า ที่เกาหลีเครื่องมือแพทย์ความงามเครื่องหนึ่งราคาไม่เท่าไร แต่พอมาเมืองไทยโดนอัปราคาสูง แต่โชคดีที่ปัจจุบันเทคโนโลยีมันเหลื่อมกันหมดแล้ว ไม่ต่างกันมาก ไม่ว่าจะแบรนด์จากประเทศไหนคุณสมบัติก็ใกล้ๆ กันหมด ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นของแพงอีกต่อไป ของจากเกาหลีก็มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ผู้มาใช้บริการก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง”

สำหรับ ออปติม่า แอสเทติค เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ด้านความงามโดยนำเข้าจากฝั่งเกาหลีเป็นหลัก ซึ่งมีจุดเด่นคือ “เครื่องมือแพทย์ความงามที่ราคาสมเหตุสมผล มีมาตรฐาน และให้ผลลัพธ์ที่ดี” โดยแบ่งพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคลินิกความงาม ได้แก่ 1. กลุ่มเครื่องมือ Facial Analysis และ 2. กลุ่มเครื่องมือในการทรีตเมนต์ เช่น PICOHI 300 PS นวัตกรรมเลเซอร์ความเร็วสูงระดับพิโกเพื่อการดูแลเม็ดสีและฟื้นฟูผิว, TRICA 3D ระบบวิเคราะห์สภาพผิวหน้าแบบ 3 มิติความละเอียดสูง และ QUATTRO เครื่องเลเซอร์กำจัดขนอเนกประสงค์ 4 ความยาวคลื่น พร้อมด้วยบริการหลังการขายและการสนับสนุนทางวิชาการจากทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยมีเครื่องยกกระชับผิว ‘ดูโบล้ทู’ (Doublo 2.0) ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม Synergy Dotting เป็นเทคโนโลยีเรือธง

“จำนวนสินค้าทั้งหมดมี 4-5 SKU ไม่ได้เยอะมาก แต่เน้นตัวที่มีคุณภาพเข้ามา เราจัดพอร์ตให้มันเป็นอีโคซิสเต็ม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้ครบวงจร ตั้งแต่ลูกค้าเริ่มสแกนหน้า คลินิกสามารถลงเครื่องสแกนหน้าของเราได้เลย เครื่องยกกระชับ เครื่องผิว เม็ดสี รอยดำ รอยแดง พยายามจัดพอร์ตให้ตอบโจทย์คลินิกถ้าอยากจะเปิดใหม่ หรือคลินิกที่อยากจะมีเครื่องครบก็เข้ามาหาออปติม่า เราจะมีอีโคซิสเต็มที่ครบอยู่ในตัว”

p20-21-weekly-Optima-03.jpg

“Doublo 2.0” Game Changer ของตลาดยกกระชับ

นพ.ฐิติคมน์ เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวในไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี HIFU, RF และเทคโนโลยีแบบผสมผสาน มีแนวโน้มเติบโต 8-12% ต่อปี โดยมีปัจจัยจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพศชาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้บริการหลักอยู่ในช่วงอายุ 30-55 ปี แต่เริ่มมีแนวโน้มที่กลุ่มอายุ 25-30 ปี หันมาใช้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ใช้บริการเพศชายก็มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10% นั่นทำให้เขาตัดสินใจนำเข้าเครื่องยกกระชับ ‘ดูโบล้ทู’ เข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา และว่ากันว่านี่จะเป็น Game Changer ของตลาดยกกระชับเลยทีเดียว

“แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่การยกกระชับผิวโดยไม่ผ่าตัดนั้นยังเป็น Affordable Luxury หรือความหรูหราที่เข้าถึงได้ จึงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าการทำศัลยกรรมใหญ่ จากเทรนด์การเติบโตดังกล่าวเราจึงนำเครื่องยกกระชับผิว ‘ดูโบล้ทู’ เข้ามาจำหน่ายในไทยเมื่อประมาณ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาดจากแพทย์และคลินิกความงามกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจาก ‘ดูโบล้ทู’ เป็นเครื่องมือที่คุ้มค่า ประสิทธิภาพโดดเด่นกว่าเครื่องยกกระชับทั่วไป คุ้มค่าทั้งสำหรับคลินิกและให้ผลลัพธ์ที่ดีกับผู้ใช้บริการ ปีที่แล้วขายไปร้อยกว่าเครื่อง สำหรับปีนี้ เรามีแผนรุกตลาดต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขายเพิ่มอีก 200 เครื่อง”

สำหรับความโดดเด่นที่ทำให้เครื่องยกกระชับ ‘ดูโบล้ทู’ ประสบความสำเร็จและจะเป็น Game Changer ของตลาดยกกระชับ คือ การเป็นนวัตกรรมแรกของโลกที่รวมเทคโนโลยีพลังงาน RF (Radio Frequency) และ MFU (Microfocused Ultrasound) เข้าไว้ด้วยกันในหนึ่งเดียว ภายใต้เทคนิค Synergy Dotting ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะครั้งแรกของโลกโดย Hironic บริษัทชั้นนำด้านเครื่องมือเวชศาสตร์ความงามจากเกาหลีใต้ ที่ผ่านการรับรอง KFDA, CE และมาตรฐานทางการแพทย์สากล โดยใน 1 ช็อตของการรักษา เครื่องจะปล่อยพลังงาน RF เพื่ออุ่นผิวชั้นบน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระชับรูขุมขน ก่อนจะส่งพลังงาน MFU ลงไปลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นกล้ามเนื้อเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า การทำงานร่วมกันนี้ช่วยสร้างความร้อนในชั้นผิวได้ครอบคลุมกว่าการใช้ HIFU เพียงอย่างเดียวถึง 1.8 เท่า และเห็นความเปลี่ยนแปลงได้สูงสุดถึง 13.3 เท่า ในบางกรณี ในขณะที่เรื่องความเจ็บจะเหลือเพียงระดับ 4-5 ในขณะที่เครื่องยกกระชับทั่วไปสร้างความเจ็บที่ระดับ 7-9 ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกสบายขึ้น และเพิ่มโอกาสในการกลับมาใช้บริการซ้ำ

p20-21-weekly-Optima-04.jpg

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ‘ดูโบล้ทู’ มาพร้อม 3 หัวหัตถการ (3 Handpieces) ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคลินิกในเครื่องเดียว จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อหลายเครื่องเพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งหัวหัตถการทั้ง 3 ได้แก่ SD (Synergy Dotting) Handpiece ผสาน RF เพื่อลดไขมันส่วนเกินบนใบหน้า และ MFU ที่ช่วยยกกระชับ ทำให้แพทย์สามารถลดไขมันและยกกระชับได้ในคราวเดียว, FL (Focused Linear) Handpiece ที่ยิงพลังงานได้ทั้งแบบ Linear และ Dot ในหัวเดียว สำหรับเคสที่ต้องการยกกระชับโดยไม่สลายไขมัน และ RM Handpiece ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Microneedle RF รุ่นล่าสุดที่สามารถปรับจำนวน Pulse ได้ละเอียด เพื่อสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นตื้น พร้อมทำให้หัตถการสมบูรณ์เพื่องานผิวโดยเฉพาะ โดยมีอัตราค่าใช้บริการเริ่มต้น 8,000 บาท ขึ้นอยู่กับโปรแกรมและโปรโมชันของแต่ละคลินิก ซึ่งหากเทียบกับเทคโนโลยียกกระชับโดยไม่ผ่าตัดในตลาดแล้วจะถูกกว่าราวๆ 20% ซึ่ง นพ.ฐิติคมน์มองว่าเป็นราคาที่ผู้ใช้บริการจับต้องได้มากกว่า

“เรามี MOU กับคลินิก เช่น คุณซื้อเครื่องกับเราคุณไม่สามารถขายถูกกว่านี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คลินิกไปลดราคาแข่งกัน แต่ราคาของเราค่อนข้างต่ำกว่าแบรนด์อื่นอยู่แล้วประมาณ 20% เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งนี่เป็นโอกาสสำหรับคลินิกเปิดใหม่ด้วย เพราะ ‘ดูโบล้ทู’ 1 เครื่อง มีครบทุกฟังก์ชันที่คลินิกจำเป็นต้องมี และคลินิกหน้าใหม่เขาก็ค่อนข้างพอใจกับโปรดักส์เรา เพราะเขาไม่ต้องไปซื้อเครื่องอื่นแล้ว มีบริการได้ครบในเครื่องเดียว มีเคสตัวอย่างที่อยุธยา เขาซื้อเครื่องไป ภายใน 2 เดือน เขาก็คืนทุนแล้ว”

p20-21-weekly-Optima-05.jpg

นพ.ฐิติคมน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ออปติม่า แอสเทติค จะทำการตลาดทั้งกับกลุ่ม B2B และ B2C สำหรับ B2B จะเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับแพทย์และคลินิกความงามผ่านงานวิจัยที่ทำร่วมกับสถาบันต่างๆ และผลการทดสอบทางคลินิก เช่น ศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช (SiMR) ซึ่งกำลังทำวิจัยผลลัพธ์จากการทำหัตถการที่ผสมผสาน SD, FL และ RM ในเครื่องเดียว โดยพิจารณาเรื่องประสิทธิภาพการยกกระชับ การสร้างคอลลาเจนในระยะยาว และความชุ่มชื้นของผิว ซึ่งข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้จะเป็นหัวใจในการสื่อสารกับกลุ่ม B2B ทั้งแพทย์และคลินิกความงามเปิดใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ ‘ดูโบล้ทู’

ส่วนกลุ่มเป้าหมาย B2C จะเน้นการสื่อสารไปที่ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น (Brand Trust) และการรับรู้ (Awareness) ในวงกว้าง โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัว ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสะท้อนความงามระดับสากล ความมั่นใจ และความทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมถึงทำการตลาดผ่าน KOL และอินฟลูเอนเซอร์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในปี 2569 ตั้งเป้าสร้างยอดขายเครื่อง ‘ดูโบล้ทู’ ไว้ที่ 200 เครื่อง หลังจากปีที่ผ่านมากวาดยอดขายไปได้มากกว่า 100 เครื่อง

ส่วนภาพรวมของ ออปติม่า แอสเทติค ในระยะ 3-5 ปีนี้ นพ.ฐิติคมน์เน้นสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และเตรียมนำเข้าเครื่องมือแพทย์ด้านความงามอื่นๆ เข้ามาเสริมทัพ เพื่อก้าวสู่การเป็น Top of Mind ของลูกค้า ทั้งคลินิก หมอ และผู้ใช้บริการ พร้อมตั้งเป้าสร้างรายได้ให้แตะหลักพันล้านภายใน 5 ปี ด้วยการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20-30% แต่ภาพใหญ่ที่ นพ.ฐิติคมน์วางไว้คือ การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของเขา โดยกล่าวทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า

“ผมอยากเปิดบริษัทที่ผลิตเครื่องมือแพทย์เองในเมืองไทย ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ แต่เป็นเป้าหมายสูงสุดของผม”.