จากพื้นที่ปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวที่พึ่งพิงการใช้สารเคมีเป็นหลัก จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของเกษตรกร “วิเชียร พรมทุ่งค้อ” อดีตนักธุรกิจด้านสายการบินที่ผันตัวไปเป็นเกษตรกรกลับสามารถพลิกฟื้นผืนดิน อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ให้กลายมาเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอย่าง “อะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์” ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นผลสำเร็จ จนกลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง และยังเป็นชุมชนต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ที่พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรและกำลังเดินหน้าสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชัยภูมิ
โครงการ เซ็นทรัล ทำ (Central Tham) ที่มาพร้อมกับสโลแกน “ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” คือความพยายามของกลุ่มเซ็นทรัลในการขับเคลื่อนงานด้านสังคมและชุมชนด้วยแนวคิดการลงมือทำจริงร่วมกับชุมชน ที่ไม่ใช่แค่การให้ความช่วยเหลือแบบครั้งเดียว แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนผ่านการพัฒนาทักษะ ผลิตภัณฑ์ และระบบนิเวศทางธุรกิจที่ชุมชนสามารถต่อยอดได้เอง เปลี่ยนจากโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบเดิมๆ ไปสู่ CSV (Creating Shared Values) หรือการสร้างคุณค่าร่วมสู่ความยั่งยืน โดยขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลัก ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม, การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนสร้างอาชีพและบรรเทาสาธารณภัย, การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์, ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหาร, ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะ และการฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยมี “พิชัย จิราธิวัฒน์” เป็นหัวเรือใหญ่
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินโครงการครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้ 6 แนวทางหลักมาอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือ ในมิติของการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ (Community & Social Contribution) ที่ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการของเซ็นทรัล ส่งต่อความรู้ทางธุรกิจสู่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน
โดยปัจจุบัน เซ็นทรัล ทำ มีชุมชนต้นแบบในการพัฒนารวม 13 ชุมชน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการวิถีชีวิตยั่งยืน แม่ทา จ.เชียงใหม่, โครงการวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บัวใหญ่ จ.น่าน, ศูนย์การเรียนรู้การทำฟาร์มเมล่อน Smile Melon จ. อยุธยา, ศูนย์การเรียนรู้พุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย, ศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง รวมถึง ศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ พื้นที่ต้นแบบการเกษตรคาร์บอนต่ำ ที่พลิกฟื้นจากพื้นที่ไร่เชิงเดี่ยวที่เคยใช้สารเคมี สู่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ทองคำเขียว” อย่างอะโวคาโด โดยมี “วิเชียร พรมทุ่งค้อ” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ

วิเชียร พรมทุ่งค้อ จากนักธุรกิจการบินสู่เกษตรกรผู้พลิกฟื้นผืนดิน
“ผมเป็นคนสุราษฎร์ เมื่อก่อนทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ เกี่ยวกับสายการบิน เรามีบ้านอยู่ที่ชัยภูมินานแล้วตั้งแต่ปี 2535 ชุมชนที่นี่เริ่มต้นจากคนอยู่กับป่าก่อน เมื่อก่อนเป็นป่าไม้หมดเลย จนมีสัมปทานตัดป่า คนทั้งหมดถูกไล่ลงไป เขาก็ไม่มีที่อยู่ ตอนนั้นเป็นม็อบเดินเท้าเขื่อนลำคันฉู ไปล้อมทำเนียบกันอยู่ 99 วัน ช่วงที่เขาล้อมทำเนียบ ผมเคยทำงานอยู่ที่ทำเนียบก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือจนเกิดความผูกพันเหมือนเป็นพี่น้อง หลังเสร็จสิ้นได้วันคืนถิ่นแผ่นดินแม่ ได้พื้นที่มาทำกินเหมือนเดิม ผมก็เข้ามาอยู่ในพื้นที่เมื่อปี 2535 แต่ป่าไม้มันหายไปหมดแล้ว” วิเชียร พรมทุ่งค้อ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เล่าถึงจุดเริ่มต้น
วิเชียรเล่าต่อว่า “เราเคยเห็นว่าพื้นที่นี้เคยอุดมสมบูรณ์ มีเทศกาลดอกกระเจียว ทะเลหมอก อากาศเย็นสบาย เมื่อค้นพบดอกกระเจียวก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก ที่ดินก็เริ่มมีการเปลี่ยนมือ มีการทำพืชไร่เชิงเดี่ยวมากขึ้น ก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะแห้งแล้ง ขาดน้ำ เริ่มใช้สารเคมี จนสิ่งแวดล้อมเริ่มเปลี่ยน สัตว์ป่าเริ่มหาย อากาศเริ่มร้อน ทุกอย่างเริ่มแย่หมด”

เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนมา เขาจึงชักชวนพี่น้องในชุมชนกว่า 16 หมู่บ้าน มาทำการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มทำโครงการแรกคือโครงการบ้านดินชัยภูมิ ในปี 2550 แต่ถึงกระนั้นป่าก็หายไปหมดแล้ว ถ้าอยากสร้างป่าให้กลับมาเหมือนเดิม ต้องลดการปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมี มาเป็นการปลูกไม้ยืนต้นที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และไม่ใช่ปลูกเพื่อตัด แต่ปลูกเพื่อเก็บผลผลิตไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพราะถ้าผลผลิตให้มูลค่าสูง คนก็จะไม่ตัดต้นไม้
“หมู่บ้านเรายากจนที่สุดในชัยภูมิ ผมตั้งธงเลยว่า ปลูกอะไรก็ได้ที่ปลูกน้อยๆ เพราะพื้นดินเราไม่ได้มีมาก เราอยู่บนยอดภูเขา และต้องดูแลแบบออแกนิกได้ เพราะน้ำเราก็มีจำกัด แต่ผลผลิตต้องได้ราคาแพงที่สุด สิ่งที่ผมคิดคือต้องเป็นผลไม้ที่มีอนาคต ผมเริ่มศึกษา เริ่มอ่านงานวิจัยอะไรต่างๆ ก็มาจบที่อะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ เม็กซิโก ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก เพราะอะโวคาโดนี่เขาอายุถึง 80 ปี และเป็นผลไม้ที่มีอนาคตคือกินแล้วสุขภาพดี เป็นผลไม้กึ่งยารักษาโรคตรงตามเทรนด์สุขภาพยืนยาวของคนในปัจจุบัน”

ปักหมุดปลูกทองคำเขียวมุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ
วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562 วิเชียรชวนพี่น้องในชุมชนทั้งหมด 30-40 ครอบครัว มาขุดหลุมปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ (Hass) ที่เขาซื้อต้นแม่พันธุ์มาในราคาหลักล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยวิเชียรยกพื้นที่ให้เป็นของวิสาหกิจชุมชน ตอนแรกปลูกราวๆ 20 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่าพันคนและขยายพื้นที่ไปหลายพันไร่ จนเติบโตเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและได้รับการจัดตั้งให้เป็นโรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีสอนหลักสูตรเกษตรคาร์บอนต่ำ การทำเกษตรแบบออแกนิก การแปรรูป รวมถึงยังเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อมุ่งสู่พื้นที่การเกษตรคาร์บอนต่ำภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” อีกด้วย
วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ถือเป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์เม็กซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต โดยชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล

นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิตแล้ว ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ (Biochar) ควบคู่กับการจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน โดยไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับผลผลิต
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันสวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป
ในส่วนของ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ให้การสนับสนุนในหลายๆ ด้าน ทั้งการส่งเสริมอาชีพด้านเกษตรอัจฉริยะ, การเพิ่มพื้นที่สีเขียวทดแทนป่าเสื่อมโทรม จำนวน 2,000 ไร่, สนับสนุนการสร้างแบรนด์สินค้า (ภูมิพนา) และช่องทางการตลาด เพื่อสร้างโอกาสในการทำตลาดและการเข้าถึงของผู้บริโภค, ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพผลผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้า, การสร้างอาคารรวบรวมผลผลิตและแปรรูป, การสร้างศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และท่องเที่ยววิถีชุมชน

โดย เซ็นทรัล ทำ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน พร้อมพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนาอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

ไม่เพียงเท่านั้น วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ยังได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค และยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ และในระยะถัดไปมีแผนขยายพื้นที่ฟื้นฟูเพิ่มเติมอีกประมาณ 5,000 ไร่ ภายในปี 2573 รวมถึงการจัดทำ “แผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ” และยกระดับแนวทางพัฒนาป่าชุมชนสู่การขึ้นทะเบียนและพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ทั้งนี้ในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย เป็นการพลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้งสู่พื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังคืนผืนป่ากลับสู่ชุมชนอีกด้วย.