ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก กติกาการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Net Zero ที่กำลังใกล้เข้ามา คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า จะลดคาร์บอนได้อย่างไร หากแต่คือ จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไรให้ประชาชนอยู่ได้ ภาคอุตสาหกรรมมีความสามารถด้านการแข่งขัน และประเทศเติบโตได้อย่างแท้จริง
หนึ่งในคำตอบที่เริ่มชัดเจนขึ้นคือ แนวคิด “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” ที่ถูกพัฒนามาจาก Sandbox เชิงนโยบาย สู่ Sandbox เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือ PPP หรือ Public-Private-People Partnership ระหว่างภาครัฐ ในระดับจังหวัด ชุมชน ภาคเอกชน จนถึงภาคประชาสังคม ได้ขยายผลครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่ พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว การจัดการของเสีย เกษตรคาร์บอนต่ำ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก้าวไปสู่การสร้างรายได้ โอกาส และอาชีพในพื้นที่ พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระดับจังหวัดให้สอดรับกับกติกาโลกยุคใหม่
ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) มองว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยต้องก้าวไปสู่ Industry 4.0 อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงระบบอัตโนมัติ แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงซัปพลายเชน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“ความก้าวหน้าของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขการลดคาร์บอน แต่เป็นการยกระดับประสิทธิภาพของประเทศ ด้วยการสร้างทุนมนุษย์ เพื่อก้าวไปสู่ Smart City และขยายผลไปสู่ระดับประเทศ โดยพัฒนาไปพร้อมกับแผน NDC 3.0 ของประเทศ

การขับเคลื่อน GDP ประเทศ จึงเริ่มจากการยกระดับ “ทุนมนุษย์” ด้วยการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ทั้งในจังหวัดสระบุรีและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและบทบาทใหม่ในระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แนวทางนี้สามารถเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น Smart Campus, Smart Factory, Smart Industry ไปสู่ Smart City และดึงศักยภาพเครือข่ายอาชีวศึกษามาร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต” ดร. ชนะ อธิบาย
ความสำเร็จของโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ที่ฉายภาพออกมาให้สาธารณชนรับรู้ นี่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์กินได้ ที่จะยกระดับ ขยายผล ส่งต่อโมเดลนี้ไปยังจังหวัดอื่นๆ
ดร.ชนะ ฉายภาพให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ว่า มีการปรับเปลี่ยนมาใช้วัสดุในประเทศ เช่น ลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศมากกว่า 4 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 12,000-15,000 ล้านบาท และเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงทดแทนจากของเสียจากภาคเกษตร ขยะชุมชน ขยะเทศบาลและของเสียจากอุตสาหกรรม ผลที่ได้คือ เปลี่ยนเงินตราที่เคยไหลออกนอกประเทศ กลับมาเป็นรายได้ของเกษตรกร SMEs และชุมชน ช่วยลดการขาดดุลเชิงโครงสร้าง และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
“เมื่อองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทั้งแผนงานที่ชัดเจน คน เงินทุนมาบรรจบกัน สระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศ เช่น Environment and Climate Change Canada, UNIDO และ Global Cement and Concrete Association (GCCA) รวมถึงอยู่ระหว่างการนำเสนอขอรับการสนับสนุนจาก Mitigation Action Facility (MAF) เพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง”
ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี บัญชา เชาวรินทร์ มองว่าการลดคาร์บอนอย่างยั่งยืนคือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอยู่ได้ กินได้ เติบโตได้
“ก้าวต่อไปของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ คือ การขับเคลื่อนสู่ “SARABURI SANDBOX SMART” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือ ทรัพยากร เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และแรงงาน ให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการส่งเสริมแนวคิด Learn to Earn เพื่อสร้างโอกาสการทำงานและรายได้ในบ้านเกิด การพัฒนาเดินหน้าในกรอบ SMART ได้แก่ ความมั่นคงและยั่งยืน (Stable) การพัฒนาคนและการบริหารจัดการที่ต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ (Manpower & Management) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง (Resilience) และการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ควบคู่ความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Tangible / Transition)”
การดำเนินงานทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเดินหน้าไปพร้อมกับแผน NDC 3.0 ของประเทศ นี่คือบทเรียนเชิงเศรษฐกิจที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” โมเดลการเปลี่ยนผ่านที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดคาร์บอน ลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มรายได้ให้ชุมชน พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในเวลาเดียวกัน
ผลของความสำเร็จจากสระบุรีแซนด์บ็อกซ์สามารถเป็นกรณีศึกษาให้จังหวัดอื่นๆ ได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้ และคงจะดีไม่น้อยหากทุกจังหวัดสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม.