ตลาดขนมขบเคี้ยวของไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากจำนวนผู้ประกอบการที่มากขึ้น แต่ขนมขบเคี้ยวยังคงเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวของไทยน่าจะอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท เติบโตประมาณ 1.5% จากปีก่อนหน้า และตลาดนี้ยังมีผู้เล่นมากกว่า 298 ราย ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่านี่เป็นตลาดที่เปิดกว้างแต่การแข่งขันสูง ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงดึงดูดในอุตสาหกรรมนี้คือ กำไรขั้นต้นซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 20-35% จากการใช้วัตถุดิบสินค้าเกษตรที่มีต้นทุนไม่สูง แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปได้ดี ส่งผลให้ตลาดยังคงดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามาตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคสะท้อนว่าขนมขบเคี้ยวไม่ได้เป็นเพียงของรับประทานเล่นอีกต่อไป โดยการบริโภคแบ่งออกเป็นช่วง We Time คิดเป็น 54% และ Me Time คิดเป็น 46% ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าขนมขบเคี้ยวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ทั้งในมิติของการใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นและการดูแลตัวเอง
จากข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดขนมขบเคี้ยวเชิงสุขภาพในไทยกำลังขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ตลาดแมสมากขึ้น และจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาขนมที่อิงกับความเฮลตี้เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ ความสมดุลของชีวิต และประสบการณ์การบริโภค ส่งผลให้การแข่งขันเปลี่ยนจากการเน้นรสชาติและราคาไปสู่การสร้างคุณค่าไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในวงกว้าง ขนมเพื่อสุขภาพจึงก้าวจาก “เทรนด์” ไปสู่ “มาตรฐานใหม่” ของตลาดขนมกินเล่นไทย ที่สอดรับกับแนวคิด Longevity ได้อย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก Research and Markets ระบุว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดโลกอยู่ที่ 108.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และยังมีการขยายตัวประมาณ 4.9% ต่อปี แน่นอนว่าตลาดไทยมีแนวโน้มขยายตัวตามกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และผู้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ
ผลสำรวจจาก NielsenIQ ยังระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทย 48% สนใจฉลากโภชนาการมากขึ้น และต้องการทราบถึงวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ขณะที่ 37% ของผู้บริโภคที่รักสุขภาพเลือกขนมขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และใช้กระบวนการผลิตที่ช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการ เช่น การอบแทนการทอด
Chin Huay เป็นหนึ่งในผู้เล่นในตลาดนี้ที่พัฒนาขนมขบเคี้ยวให้ตอบโจทย์เทรนด์ We time & Me time ด้วยการเปลี่ยนภาพจำของผลไม้ไทยให้กลายเป็นสแน็กที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาขนมที่มีมากกว่าแค่ความอร่อย

“ขนมที่คนรุ่นใหม่ต้องการต้องมีมากกว่าแค่ความอร่อย แต่ต้องมาพร้อมสุขภาพที่ดี และเพิ่มประสบการณ์การกินที่สนุกสนานในคำเดียว เราคัดสรรผลไม้ไทยแท้คุณภาพเยี่ยม ปราศจากผงชูรส และสารปรุงแต่ง เพื่อให้ทุกคำที่กัดคือความเพลิดเพลินที่คงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างสมบูรณ์” ประวิทย์ ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป
ประวิทย์ นับเป็นผู้นำรุ่นที่ 3 ที่เพิ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 และจะขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ Expand Control and Be Known กับเป้าหมายสำคัญอย่างการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ พัฒนาศักยภาพของบุคลากร พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ที่ผ่านมาแบรนด์ได้พัฒนาสินค้าให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของเจนใหม่มากขึ้น ทั้งในรูปแบบของของฝากที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย และขนมขบเคี้ยวที่สามารถรับประทานได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา และยังมีน้องสไบ มาสคอตประจำแบรนด์ที่เป็นเสมือนเพื่อนคู่ใจคอยอยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลาพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาส่วนตัวฮีลใจกับตัวเอง หรือเวลาแห่งความสุขร่วมกับเพื่อนๆ ถือเป็นการยกระดับผลไม้ไทยให้สามารถเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างลงตัว
“Chin Huay ดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี ด้วยความเชี่ยวชาญและชำนาญด้านการแปรรูปอาหาร และกระบวนการผลิตที่เราให้ความสำคัญตั้งแต่การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ผลักดันให้รสชาติแห่งความเป็นไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสามารถเติบโตได้อย่างสง่างามในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” CEO คนใหม่กล่าว
ตลาดผลไม้อบแห้ง นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงโดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และยังสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกได้หลายพันล้าน ข้อมูลปี 2568 พบว่าผลไม้อบแห้งไทยที่ส่งออกไปจีนและเวียดนามมากที่สุดคือ ลำไย นอกจากนี้ ผลไม้อบแห้งชนิดอื่นที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง สับปะรด สตรอเบอรี่

นอกจากแบรนด์ Bangkok Tasty by Chin Huay แล้ว ยังมี Wel B และ Kunna ที่พัฒนาสินค้าให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ และเทรนด์รักสุขภาพ
ณัฐวุฒิ เผ่าปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจ-ลี่ แฟมิลี่ จำกัด มีแนวคิดที่จะสรรหาของที่ดีที่สุดให้แก่คนในครอบครัว จนนำไปสู่การต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพด้วย
“Wel B คือขนมสุขภาพยุคใหม่ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ มองหาขนมขบเคี้ยวที่มีน้ำตาลน้อย ปราศจากสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น ไม่ใช้น้ำมันในการผลิต แต่ยังรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ ด้วยเทคโนโลยีการ Freeze-dried ที่ช่วยรักษาสารอาหารและรสชาติจากธรรมชาติ นอกจากนี้ เรายังออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับผู้บริโภคในเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ สามารถพกพาไปรับประทานได้ทุกที่ และจากจุดเริ่มต้นที่ต้องการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ครอบครัว ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องคัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณภาพ ผ่านมาตรฐานการคัดเลือกอย่างเข้มงวด การผลิตปลอดภัย”

ด้าน ณชา จึงกานต์กุล ผู้บริหาร บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ผลไม้อบแห้งและขนมแปรรูปแบรนด์ Kunna ที่ได้รับความนิยมจากตลาดจีน มีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้กรอบแนวคิดที่ต้องการจะคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ในของรับประทานเล่น แต่มีการนำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย
“แบรนด์ Kunna เป็นขนมขบเคี้ยวเชิงสุขภาพที่มีจุดเด่นจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เราให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ ความเรียบง่าย และกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน บริษัทฯ เชื่อว่า ขนมควรเป็นมากกว่าของรับประทานเล่น แต่ต้องเป็นของว่างที่ดี มีประโยชน์ และเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว เหตุผลนี้เองที่นำไปสู่การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผลไม้อบแห้งและขนมแปรรูปในรูปแบบใหม่ที่สามารถคงคุณค่าทางโภชนาการควบคู่ไปกับรสชาติความอร่อยได้อย่างลงตัว”
นอกจากนี้ ณชา ยังฉายภาพแนวคิดที่เป็นเสมือนพันธกิจสำคัญของแบรนด์ Kunna ที่ต้องการพัฒนาสินค้าและบริการที่มุ่งเน้นคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ
“บริษัทฯ มีแนวคิดในการมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการด้วยคุณภาพภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งมอบตรงเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สโลแกน Snacks made healthy ตอกย้ำบทบาทของ Kunna ในฐานะแบรนด์ขนมสุขภาพที่จริงใจต่อผู้บริโภค และพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน”
การเพิ่มขึ้นของผู้เล่นในตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ แม้จะสร้างแรงกดดัน ความเข้มข้นในการแข่งขัน แต่เป็นข้อดีของผู้บริโภคที่จะมีตัวเลือกมากขึ้น.