IHG Hotels & Resorts (IHG) หรือ InterContinental Hotels Group ถือเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจโรงแรมระดับโลก ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วินด์เซอร์ เบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ
จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 IHG ดำเนินกิจการโรงแรมมากกว่า 6,800 แห่งใน 100 ประเทศทั่วโลก โดย 55% อยู่ในอเมริกาตั้งแต่แคนาดา สหรัฐอเมริกา จนถึงลาตินอเมริกา อีก 15% อยู่ในประเทศจีน และที่เหลืออยู่ในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย มีพนักงานประมาณ 375,000 คน โดยมีแบรนด์โรงแรมในเครือกว่า 20 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Luxury & Lifestyle ได้แก่ Six Senses, Regent Hotels & Resorts, InterContinental Hotels & Resorts, Vignette Collection, Kimpton Hotels & Restaurants, Hotel Indigo
ระดับพรีเมียม (Premium) ได้แก่แบรนด์ voco hotels, Ruby, HUALUXE Hotels & Resorts, Crowne Plaza Hotels & Resorts, EVEN Hotels ระดับ Essentials อย่าง Holiday Inn Express, Holiday Inn Hotels & Resorts, Garner hotels, avid hotels ระดับ Suites ได้แก่ แบรนด์ Atwell Suites, Staybridge Suites, Holiday Inn Club Vacations, Candlewood Suites และมี Exclusive Partners อย่าง Iberostar Beachfront Resorts นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกกว่า 2,300 แห่ง
สำหรับในประเทศไทย IHG เปิดตัวโรงแรมแห่งแรกอย่าง ฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท ภูเก็ต เมื่อปี พ.ศ. 2530 และได้เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 40 แห่ง และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 39 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้ IHG สามารถขยายพอร์ตโฟลิโอในไทยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา โรงแรมในเครือ IHG ได้สร้างงานใหม่กว่า 500 ตำแหน่งในไทย ทำให้ปัจจุบันมีบุคลากรรวมกว่า 6,000 คน ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงแรมทั่วประเทศ

ครั้งนี้ “ผู้จัดการ 360 องศา” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “เอลี มาลูฟ” (Elie Maalouf) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IHG Hotels & Resorts ที่ล่าสุดบินลัดฟ้ามายังประเทศไทย เพื่อประกาศวิสัยทัศน์ในการชูประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกอย่างต่อเนื่องในปี 2569
เอลี มาลูฟ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมของธุรกิจท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมาว่า “แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลก แต่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในปี 2568 โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญเป็นแรงขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การเติบโตของจำนวนประชากร และการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง นอกจากนี้ ความต้องการเดินทางภายในภูมิภาคยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเส้นทางบินระหว่างประเทศที่หนาแน่นที่สุดในโลก 10 อันดับแรกในปีที่ผ่านมา พบว่าอยู่ในภูมิภาคนี้ถึง 7 อันดับ ซึ่งรวมถึงเส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง ที่ติดอยู่ในอันดับที่ 7 ด้วยเช่นกัน”
“อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดท่องเที่ยวไปได้ดีคือ ธุรกิจสายการบินที่มีการพัฒนาทั้งสายการบินต้นทุนต่ำและแบบฟูลเซอร์วิส ทำให้การเดินทางสะดวก ถ้าสังเกตดูคนที่สั่งซื้อเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของโลกคืออินเดีย จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งในปีนี้และต่อเนื่องไปในอนาคต”

ประเทศไทยคือดินแดนแห่งโอกาส
นายใหญ่แห่ง IHG ยังตอกย้ำอีกว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือเป็น Best Destination หรือจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในการเดินทาง เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีการเชื่อมต่อของสายการบิน และเมืองไทยยังมีวัฒนธรรมในการบริการและต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยมีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการท่องเที่ยว และเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่จะเข้ามาต่อจิ๊กซอว์ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน
“ทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคในหลายด้าน แต่ประเทศไทยยังคงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกที่ครองใจนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเหนียวแน่น ที่สำคัญกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมเยียนสูงสุดในโลกติดต่อกัน 3 ปีซ้อน”
“ปีนี้จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ IHG ในประเทศไทย ซึ่งเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าไทยเป็นดินแดนแห่งโอกาส โดยในปีนี้รัฐบาลไทยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 36 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเดินทางภายในประเทศกว่า 205 ล้านครั้ง และทางรัฐบาลเองก็มีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธุรกิจโรงแรมและการบริการถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย”
เอลี มาลูฟ มองว่าตลาดในไทยยังคงมีช่องว่างที่สามารถเจาะเข้าไปได้และมีโอกาสในการเติบโตสูง ด้วยจำนวนห้องของโรงแรมต่อรายได้ต่อหัวของประชากรที่ยังไม่เต็มที่ บางโรงแรมเต็มแล้วเต็มอีกโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล รวมถึงจำนวนชนชั้นกลางของไทยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจโรงแรมยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก

แล้ว IHG เตรียมแผนเพื่อรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างไร?
“IHG เตรียมขยายทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่ม Luxury & Lifestyle ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตสูง เพื่อตอบสนองความต้องการการเข้าพักที่เน้นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง IHG มีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมในกลุ่มนี้ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ด้วยจำนวนกว่า 560 โรงแรมใน 80 ประเทศ และมีแผนเปิดเพิ่มอีก 400 แห่ง นอกจากนั้น ยังมีแผนขยายโรงแรมในเซกเมนต์พรีเมียมและกลุ่ม Mainstream ซึ่งในปีนี้เรามีแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 5 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ Hotel Indigo, Crowne Plaza และ Holiday Inn Express”
เอลี มาลูฟ ขยายความต่อว่าตลาดการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีมีการเติบโตเกือบ 10% ต่อปี โดย IHG มีแผนการเปิดโรงแรมใหม่ในกลุ่ม Luxury & Lifestyle คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 38% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทั้งหมดในไทย เพื่อขานรับนโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก
ในขณะเดียวกัน IHG ยังเน้นสร้างการเติบโตในกลุ่มแบรนด์ Mainstream ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวๆ ครึ่งหนึ่งของโรงแรมทั้ง 40 แห่งในประเทศไทย และมีสัดส่วนสูงถึง 41% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพราะเล็งเห็นโอกาสและตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดในเซกเมนต์นี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์อย่าง Holiday Inn, Holiday Inn Express และล่าสุดคือ Garner ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อธันวาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา โดยปักหมุดพัทยาเป็นที่แรก เพื่อเจาะกลุ่มชนชั้นกลางโดยเฉพาะ
“จากประวัติที่ผ่านมาของ IHG จะเห็นว่ากลุ่มชนชั้นกลางเป็นกลุ่มที่เราให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้น ผ่านโรงแรม Holiday Inn และ Holiday Inn Express ปัจจุบันเรามี Garner เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งแบรนด์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในตอนนี้ ทั้งคนหนุ่มสาว กลุ่ม young family ซึ่งอาจยังไม่ได้มีเงินที่ใช้ในการพักผ่อนที่หรูหรานัก แต่มีไฟในการสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ๆ เป็นกลยุทธ์ของ IHG ที่ใช้เจาะกลุ่มชนชั้นกลางทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ไม่เพียงเท่านั้นตลาด Branded Residences ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปีที่ผ่านมา IHG ได้เปิดตัวโครงการระดับแลนด์มาร์กถึง 2 แห่ง ได้แก่ InterContinental Residences Bangkok Asoke ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยแบบสแตนด์อะโลน ภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งแรกของโลก และโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ซึ่งทั้งสองโครงการจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอที่พักอาศัยระดับลักชัวรีในภูมิภาคนี้ของ IHG
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนกลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบ Smart Experience ที่ใช้ AI เข้ามาเชื่อมต่อประสบการณ์ในการท่องเที่ยว ในฐานะผู้ประกอบการโรงแรม IHG มองประเด็นนี้อย่างไร
“สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะมี AI หรือไม่มีก็ตาม คือ การที่ผู้คนเดินทางท่องเที่ยว มายังโรงแรม ไม่ว่าจะมาพักผ่อน มาทำงาน หรืออะไรก็ตาม เพราะเขาต้องการประสบการณ์ที่ส่งผ่านมือต่อมือโดยผู้คนจริงๆ ไม่ใช่ AI เช่น ประสบการณ์ในการเข้าพัก ความบันเทิง การพบเจอผู้คน ตรงนี้ AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ แต่ AI สามารถเข้ามาช่วยในกระบวนการต่างๆ และช่วยในการตัดสินใจได้”
ดังนั้น สิ่งที่ IHG ทำคือการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
“ในขณะที่เราเดินหน้าขยายการเติบโตของทุกแบรนด์ในเครือ ในอีกทางหนึ่งเราก็กำลังมุ่งเฟ้นหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการนำ AI มาปรับใช้ เพื่อตอบโจทย์ให้แก่ทั้งผู้เข้าพัก เจ้าของโรงแรม และองค์กร โดยหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของ IHG ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้โรงแรม การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงสุด และการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับแขกผู้เข้าพัก”
แม้หลายฝ่ายจะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วง และภาคการท่องเที่ยวอาจไม่ได้ฟื้นตัวเท่าที่หวัง แต่ เอลี มาลูฟ มั่นใจว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพและยังมีโอกาสในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของ IHG ต่อไปได้ในระยะยาว.