18 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ถอดรหัสคนทำงาน เกมใหม่ของคนเก่งที่องค์กรต้องรู้

เป็นประจำทุกปีที่จะมีการเผยผลสำรวจ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด หรือ Top 50 Companies in Thailand ซึ่งจัดทำโดยบริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์…

จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ถอดรหัสคนทำงาน เกมใหม่ของคนเก่งที่องค์กรต้องรู้

เป็นประจำทุกปีที่จะมีการเผยผลสำรวจ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด หรือ Top 50 Companies in Thailand ซึ่งจัดทำโดยบริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด (WorkVenture) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานและแบรนด์นายจ้างของเมืองไทย โดยการจัดอันดับดังกล่าวเป็นการสะท้อนความต้องการของตลาดแรงงานและชี้ทิศทางแรงงานไทยในแต่ละปี

สำหรับผลสำรวจของปี 2569 พบว่าปีนี้คนรุ่นใหม่เทคะแนนโหวตให้กับ “เอสซีจี” ยักษ์ใหญ่ของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลักในกลุ่มซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมิคอลส์ และแพ็กเกจจิ้ง ให้เป็นบริษัทในฝันที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด ตามมาด้วย “ปตท.” ครองอันดับ 2 และ “กูเกิล” ครองอันดับ 3 และยังมีอีก 47 องค์กร ที่ได้รับโหวตให้เป็นบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่

ความน่าสนใจของผลสำรวจปีนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงลำดับอุตสาหกรรม โดยแชมป์ใหม่เป็นของกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีบริษัทติดโพลมากที่สุดถึง 6 บริษัท ตามมาด้วยอันดับ 2 ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และอันดับ 3 ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จากเดิมในปี 2568 อันดับ 1 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อันดับ 2 ได้แก่ กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน อันดับ 3 ได้แก่ กลุ่มบันเทิงและสื่อ

ไม่เพียงผลการจัดอันดับเท่านั้น แต่การสำรวจ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 ยังสะท้อนความต้องการและทิศทางของตลาดแรงงานไทยที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์นายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการวางกลยุทธ์แบรนด์นายจ้างให้กับองค์กรทั้งระดับประเทศและระดับโลก ฉายภาพรวมของตลาดแรงงานไทยจากการสำรวจของเวิร์คเวนเจอร์ ไว้ว่า องค์กรในไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากจำนวนแรงงานใหม่ที่ลดลง ตามอัตราการเกิดที่ลดลง จากเดิมที่ทุก 5 ปีจะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบราวๆ 5 ล้านคน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 3 ล้านคน ในขณะที่ความต้องการแรงงานในระบบยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการแย่งชิงคนทำงานที่เข้มข้นมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2573 Gen Z จะเข้ามาอยู่ในตลาดแรงงาน 100% ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ

สำหรับปี 2569 เป็นปีที่ตลาดแรงงานไทยเปลี่ยนผ่านจากยุคที่นายจ้างเป็นผู้เลือก ไปสู่ยุคที่ AI และการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กรเป็นตัวกำหนดว่าองค์กรจะมีตัวตนในสายตาของคนเก่ง (Talent) หรือไม่ และเป็นปีที่องค์กรต้องช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อได้คนเก่งมาร่วมงาน โดยใช้ความจริงใจและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของเวิร์คเวนเจอร์ยังพบว่ามี 3 เทรนด์ที่องค์กรไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลและพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ซีอีโอต้องสวมบท CEO Branding

ซูเปอร์เทรนด์แรกที่มาแรงที่สุดในปี 2569 คือ ผู้นำขององค์กรต้องสื่อสารด้วยตัวเองและสวมหมวกเป็นผู้สร้างแบรนด์

“ยุคที่การสร้างภาพลักษณ์องค์กรเป็นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือฝ่ายสื่อสารองค์กรเพียงอย่างเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากคนเก่งรุ่นใหม่ต้องการทำงานกับผู้นำที่สามารถจับต้องได้ และมีวิสัยทัศน์ที่เชื่อถือได้จริง ซีอีโอจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องที่สื่อสารเป้าหมายขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาระดับโลกอย่าง Satya Nadella ของ Microsoft หรือ Brian Chesky ของ Airbnb ที่ใช้ช่องทางออนไลน์และสื่อสาธารณะสื่อสารวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ ปรากฏการณ์นี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และแรงดึงดูดของ Employer Brand”

พนักงานคืออินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง

ซูเปอร์เทรนด์ที่สองที่ทรงพลังกว่าการโฆษณา คือ พลังเสียงของพนักงาน เพราะความน่าเชื่อถือของสื่อโฆษณาแบบเดิมจากองค์กรเริ่มลดลง และถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวคนทำงานจริงหรือเพื่อนร่วมงาน

“พนักงานคือสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุด รายงานจาก Khoros พบว่าเครือข่ายโซเชียลของพนักงานรวมกันใหญ่กว่าองค์กรถึง 10 เท่า และโพสต์ของบุคคลถูกมองเห็นมากกว่าของบริษัทหลายเท่าตัว พนักงานที่เล่าเรื่องจริงคือสิ่งที่ผู้สมัครเชื่อที่สุด ปี 2569 จะเป็นปีที่แบรนด์นายจ้างต้องสร้างระบบสนับสนุนให้พนักงานเล่าเรื่องด้วยความภาคภูมิใจ เรื่องนี้เห็นได้จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Adobe ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากโปรแกรม Adobe Life ที่ให้พนักงานบอกเล่าชีวิตการทำงานจริง หรือ Hootsuite ที่พบว่า 94% ของการเข้าถึงแบรนด์นายจ้างมาจากการบอกเล่าของพนักงาน”

สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok กลายเป็นสมรภูมิหลักในการสื่อสาร โดยเนื้อหาที่ได้รับความนิยมจะไม่ใช่คลิปขององค์กรที่นำเสนอภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่เป็นคลิปที่สะท้อนชีวิตการทำงานจริงแบบ Day in the Life หรือเบื้องหลังการทำงานที่เรียลและจริงใจที่ถ่ายโดยพนักงาน เพื่อสร้างความผูกพันและดึงดูดคนรุ่นใหม่

AI คือผู้ตัดสินว่าใครจะได้คนเก่งผ่าน Generative Employer Branding

ซูเปอร์เทรนด์สุดท้ายที่ถือว่าล้ำสมัยและน่าจับตามองที่สุด คือ AI & Generative Employer Branding (GEO) ซึ่งเป็นการข้ามพ้นยุคของการทำ SEO (Search Engine Optimization) ไปสู่ยุค GEO ที่ต้องทำให้อัลกอริทึมของ AI รู้จักองค์กร

จีรวัฒน์เน้นย้ำว่าพฤติกรรมการค้นหางานของผู้สมัครในปี 2569 จะไม่ค้นหางานแบบเดิม แต่จะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับ AI เช่น ChatGPT หรือ Gemini ว่าทำงานที่บริษัท X เป็นอย่างไร หรือบริษัท X เทียบกับบริษัท Y อย่างไร ทำให้ AI กลายเป็นประตูหน้าของภาพลักษณ์นายจ้างโดยตรง

งานวิจัยของ Edelman คาดว่า การค้นหาผ่านระบบตอบคำถามด้วย AI จะเพิ่มขึ้นกว่า 50% ภายในปี 2571 พบว่าข้อมูลที่ AI ดึงไปตอบมักมาจากเว็บไซต์ Career ข่าวองค์กร และการรีวิวของพนักงาน ดังนั้น องค์กรที่ไม่ทำ GEO จะเสี่ยงต่อการที่ AI ตอบข้อมูลผิดหรือไม่ครบอาจทำให้ภาพลักษณ์นายจ้างเสียหายได้ หากองค์กรไม่มีการจัดระเบียบข้อมูลให้ AI เข้าใจ หรือไม่มีการรีวิวที่ดีของพนักงาน AI ก็จะไม่แนะนำบริษัทนั้นให้ผู้สมัคร องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับปรุงเนื้อหาบนเว็บไซต์สมัครงานให้เป็นมิตรกับ AI และส่งเสริมให้เกิดการรีวิวเชิงบวกจากพนักงาน

จีรวัฒน์เน้นย้ำว่า ทั้ง 3 เทรนด์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญ เพื่อดึงดูดคนเก่งเข้าสู่องค์กร และนำไปสู่ความได้เปรียบในโลกธุรกิจ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า

“บทสรุปจากการจัดอันดับ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดในปีนี้เป็นมากกว่าการมอบรางวัล แต่เป็นสัญญาณให้ทุกองค์กรตื่นตัวว่าวิธีการแบบเดิมๆ ในการดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป องค์กรใดที่ผู้นำไม่สื่อสาร พนักงานไม่มีความภูมิใจจนอยากบอกต่อ องค์กรที่ไม่มีตัวตนชัดเจนในโลกของ AI จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และค่อย ๆ เลือนหายไปจากความสนใจของคนเก่งในปีนี้”.