28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

คุยกับ พญ. พิศศรี กิจนิรันดร์สิน หมอแม่แห่ง Dr.Mom อินฟลูฯ วัย 50+

คุยกับ พญ. พิศศรี กิจนิรันดร์สิน หมอแม่แห่ง Dr.Mom อินฟลูฯ วัย 50+

p20-21-weekly-Dr.mom-01.jpg

“สุขภาพดีและมีความสุข คือสิ่งที่ทุกคนควรมีจนวันสุดท้ายของชีวิต” คือประโยคที่ ‘แพทย์หญิง พิศศรี กิจนิรันดร์สิน’ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ ‘หมอแม่’ แห่งช่อง ‘Dr.Mom’ (drmomdiary)  มักบอกอยู่เสมอ

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอินฟลูเอนเซอร์ที่มาแรงไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับ ‘หมอแม่’ หรือ แพทย์หญิง พิศศรี กิจนิรันดร์สิน แห่งช่อง ‘Dr.Mom’ (drmomdiary) ที่วันนี้กำลังสร้างบทบาทใหม่ให้กับชีวิต จากเส้นทางของอาชีพหมอสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์วัย 50+ ที่นำเสนอคอนเทนต์ด้านสุขภาพ ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต ผ่านการนำเสนอแบบย่อยง่าย โดนใจคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็น “หมอแม่” ของลูกๆ มากมายในโซเชียล

หลังจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พญ. พิศศรี กิจนิรันดร์สิน ก็เดินบนเส้นทางของอาชีพแพทย์มาเกือบตลอดชีวิต จุดเปลี่ยนในการก้าวเข้าสู่โลกของอินฟลูเอนเซอร์มาถึงในปี 2565 เมื่อลูกชายอย่าง วินท์-ภาวินท์ กิจนิรันดร์สิน ชักชวนให้เธอมาช่วยถ่ายรูปให้ในวันรับปริญญาและถ่ายคลิปเบื้องหลังไว้ ซึ่งคลิปดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากโลกโซเชียล

“แม่เป็นหมอมาตลอดชีวิตจนเกือบจะเกษียณ กระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้ไปถ่ายคลิปกับลูกชาย (ภาวินท์ กิจนิรันดร์สิน) แม่เป็นตากล้องไปถ่ายรูปวันรับปริญญาให้เขา และเขาก็ถ่ายเบื้องหลังแม่ไว้ ปรากฏว่าคลิปนั้นคนดูเป็นแสน คนดูชอบมาก เพราะเห็นว่าเราแม่ลูกมีความสัมพันธ์แบบสนิทกันเหมือนเพื่อน ไม่เหมือนแม่ลูกทั่วๆ ไป ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มทำคลิปต่อมาเรื่อยๆ” พญ. พิศศรี กิจนิรันดร์สิน ที่มักใช้คำเรียกแทนตัวเองว่า ‘แม่’ บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในวัยใกล้เกษียณ

หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากโลกโซเชียล ด้วยความสัมพันธ์ของแม่ลูกที่สื่อสารออกมาอย่างเป็นกันเอง จนมีหลายคนพูดว่า ‘เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน’ นั่นทำให้ ‘ภาวินท์’ ที่ทำงานด้าน Production House อยู่แล้ว เกิดปิ๊งไอเดีย ชักชวน พญ.พิศศรี ให้มาถ่ายคลิปวิดีโอในรูปแบบที่แม่ลูกนั่งพูดคุยกันบนม้านั่งยาวในสวนหลังบ้าน พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์และปรึกษาปัญหาชีวิตต่างๆ โดยทำคลิปลงใน TikTok ด้วยการนำเสนอผ่านความสัมพันธ์แบบ “Friendship Parent” หรือการเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

p20-21-weekly-drmom-02.jpg

“เมื่อก่อนผมทำคลิปสัมภาษณ์คนอื่นอยู่แล้ว สอนทำคอนเทนต์ใน TikTok เคยทำ Production House มาก่อน ก็เลยคิดว่า งั้นเปลี่ยนจากถามคนอื่นมาถามแม่เราแทนดีกว่า เลยกลายมาเป็นรูปแบบรายการสัมภาษณ์ที่แม่ลูกมานั่งคุยกันบนม้านั่งยาวๆ ตัวหนึ่ง ตอนนั้นรูปแบบนี้ไม่ค่อยมีใครทำสักเท่าไร” ภาวินท์เสริม

จากคอนเทนต์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ภาวินท์และหมอแม่ยังขยายไปยังคอนเทนต์อื่นๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเอง เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพกายที่ดีและสุขภาพใจที่มีความสุข

โดยช่องของหมอแม่ ‘Drmomdiary’ จะเน้นคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายและใจ ให้ความรู้เรื่องสุขภาพอย่างเข้าใจง่ายเหมือนการพูดคุยกันเองในครอบครัว เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองได้จริงในทุกวัน เช่น ทำไมถึงชอบสูบบุหรี่ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดี, ใส่หูฟังเป็นประจำจะทำให้หูหนวกไหม, กำลังเข้าวัยทองต้องรับมืออย่างไร หรือ ปากกาลดน้ำหนักใช้แล้วได้ผลจริงไหม เป็นต้น

ส่วนช่องของภาวินท์ ‘Pawindrmom’ จะเป็นคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ พูดคุยเรื่องชีวิตอย่างเรียบง่ายและจริงใจ เพื่อให้ทุกคนได้อีกหนึ่งมุมมองด้านความสัมพันธ์และอยากใช้เวลากับครอบครัว เช่น ทำไมพ่อแม่ไม่ฟังลูก, วิธีทำให้สาวๆ เลิกขี้หึง, ถ้าเราระแวงในความสัมพันธ์, ถ้ารู้ว่าเพื่อนคบกับแฟนเก่าเรา? เหล่านี้เป็นต้น

p20-21-weekly-drmom-05.jpg

ด้วยคอนเทนต์ที่ตรงใจและการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ทำให้มีผู้ติดตามผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งใน TikTok, Facebook และ Instagram เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ พญ. พิศศรีกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์วัย 50+ ที่เป็นต้นแบบทั้งมุมมองในการใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพ และเป็น ‘หมอแม่’ ของลูกๆ หลายคนบนโลกโซเชียล โดยมีรางวัลการันตีอย่าง Education Creator of the Year จาก TikTok Awards Thailand 2025 และรางวัล Rising star จาก Mirror Thailand

“เราจะคิดเสมอว่าคนฟังได้อะไรจากคลิปที่เราทำ อย่างคลิปที่แม่พูดเรื่องบุหรี่ แม่พูดว่า ถ้าคลิปนี้สามารถทำให้คนสักคนหนึ่งสูบบุหรี่ได้น้อยลง หรือเลิกสูบบุหรี่ได้ คลิปนั้นถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว คนดูจะเยอะหรือน้อยไม่เป็นไร” ภาวินท์เสริม

แบรนด์สินค้า Dr.Mom ‘แม่ใช้ แม่ชอบ แม่เลยทำ’

นอกจากส่งต่อการสร้างสุขภาพกายและใจที่ดีผ่านคอนเทนต์แล้ว ทั้ง พญ. พิศศรี และภาวินท์ยังได้ขยายสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในแบรนด์ ‘Dr.Mom’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘แม่ใช้ แม่ชอบ แม่เลยทำ’ ที่ออกแบบมาสำหรับทุกช่วงวัย เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเหมือนมีแม่คอยดูแลอยู่เสมอ โดย พญ. พิศศรี จะเป็นผู้คัดสรรผลิตภัณฑ์ และมีภาวินท์เป็นผู้ดูแลระบบหลังบ้านทั้งหมด

“จุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่ทำแบรนด์ Dr.Mom เพราะเราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพให้ดีต้องผ่านการนอน การพักผ่อน การรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อร่างกายตัวเอง เพราะการที่เราได้ใช้สินค้าที่ดีต่อเราจริงๆ เป็นสินค้าที่ใช้แล้วมีความสุข ถูกใจ ทำให้มีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้ แม่จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ Dr.Mom ขึ้นมา เป็นผลิตภัณฑ์ที่แม่ใช้ แม่ชอบ แม่ก็เลยทำ นอกจากจะส่งต่อคอนเทนต์ด้านสุขภาพกายและใจแล้ว สินค้าภายใต้แบรนด์ Dr.Mom ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคอนเซ็ปต์นี้เช่นกัน” พญ. พิศศรี เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์สินค้า Dr.Mom

ภาวินท์เสริมว่า ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Dr.Mom จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ คือ ‘ปลอดภัย’ ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบและมีการรับรองมาตรฐานเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในทุกครั้งที่ใช้, ‘ใส่ใจ’ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการส่งมอบถึงมือผู้บริโภค และ ‘จริงใจ’ ให้คำแนะนําตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจและสบายใจเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์

p20-21-weekly-drmom-03.jpg

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ Dr.Mom ประกอบด้วย 3 หมวดใหญ่ๆ ที่เรียกได้ว่าครอบคลุมตั้งแต่ห้องแต่งตัว โต๊ะเครื่องแป้ง และห้องครัวของหมอแม่ ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplements) มีผลิตภัณฑ์รวม 9 SKU เช่น กาแฟเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นสินค้าขายดี, โกโก้เพื่อสุขภาพ, โปรตีนจากพืช, คอลลาเจน และวิตามินบำรุงดวงตา 2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและบำรุงผิวกาย (Skincare) มี 17 SKU เช่น เจลล้างหน้า, คลีนซิ่งบาล์ม, เซรั่ม, โลชั่น รวมถึงครีมบำรุงต่างๆ และ 3. เครื่องสำอาง (Cosmetic) มี 4 SKU เช่น บลัชเนื้อเจลที่เปลี่ยนสีตามค่า ph, ลิปเซรั่ม และลิปทินต์ เป็นต้น

“จุดเด่นของสินค้าแต่ละประเภทจะแตกต่างกันออกไป โดยเราเน้นสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้ ผมกับแม่ใช้จริงทั้งคู่ เพราะเราสองคนผิวแพ้ง่าย สิ่งที่เราแม่ลูกคุยกันและคุยกับทีมงานตลอดคือ ไม่ว่าจะสื่อสารอะไรก็ตาม ขายของอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือความจริงใจ เราพยายามให้ข้อมูลอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมาและครบถ้วนที่สุดกับผู้บริโภค”

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ใน 3 หมวดหลักแล้ว ยังมีหมวดของเสื้อผ้าและรองเท้าที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยสไตล์การแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ของ พญ. พิศศรี ที่ปรากฏให้เห็นเสมอในคลิป ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยสนใจในเสื้อผ้าที่สวมใส่จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งสินค้าในแบรนด์

“แม่เป็นคนชอบแต่งตัวและจ้างช่างตัดเสื้อใส่เองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแบบเฉพาะที่แม่ชอบ ต้องเป็นเสื้อผ้าที่ใส่แล้วมันเข้ากับเรา เป็นตัวเสริมทำให้เราดูดี มีความมั่นใจ และคล่องตัวในการใช้ชีวิต รองเท้าแม่ก็สั่งตัด คนที่เขาดูคลิปก็ทักมาเยอะมากว่าเสื้อผ้าที่แม่ใส่สวยจังซื้อที่ไหน ช่วยบอกพิกัดรองเท้าหน่อยได้ไหม ไหนๆ เราก็จ้างช่างตัดเสื้อผ้าตัดรองเท้าอยู่แล้ว ก็ให้เขาทำเพิ่มอีกอย่างละนิด เลือกแบบที่ตัวเองชอบมาทำขาย แต่ทำไม่มากเพราะเสื้อผ้าแม่รายละเอียดเยอะ ทุกจุดที่แม่ออกแบบ แม่จะคิดเสมอว่าทำไปเพื่ออะไร”

p20-21-weekly-drmom-04.jpg

ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่าย ภาวินท์เผยว่ามีทั้งช่องทางออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงวางจำหน่ายใน KONVY และ CASTLE OF COSMETICS ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนคลับและลูกค้าจำนวนมาก ทั้งคุณแม่ วัยทำงาน คนชอบออกกำลังกาย คนวัยทอง และกลุ่มครอบครัว ทำให้ Dr.Mom เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่แพ็กของขายกันเอง 2 คนแม่ลูก สู่การขยายทีมงานที่ใหญ่ขึ้น และยังสร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพที่เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กัน ด้วยการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพ ทั้งการจัดงาน Dr.Mom Fair, กิจกรรมโยคะ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามสถานที่ต่างๆ

สำหรับแผนต่อจากนี้ภาวินท์เผยว่า จะเดินหน้าส่งต่อคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย ตามสไตล์หมอแม่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์และดีมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังมีแผนเพิ่มช่องทางการจำหน่ายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพอื่นๆ ที่จะมีบ่อยครั้งขึ้นเช่นกัน เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพให้เติบโต

ในขณะที่ พญ. พิศศรี ทิ้งท้ายว่า “งานนี้เป็นเหมือนชีวิตใหม่ของแม่ เพราะอาชีพปกติก็เกือบจะเกษียณแล้ว ไม่ได้มีอะไรที่หวือหวานัก การได้มาทำคอนเทนต์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อผู้ใช้ เหมือนแม่ได้ชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกชีวิตหนึ่ง หลังจากนี้จะพยายามเผยแพร่และส่งต่อความเชื่อของแม่ที่ว่า ‘เราสามารถมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตได้’ ผ่านคอนเทนต์และสินค้าที่แม่ทำ ไม่ใช่แค่เพียงนามธรรม แต่จะเป็นรูปธรรม เพราะสุขภาพที่ดีเราทำได้จริง และมันไม่มีอะไรที่สายเกินไป”.