ตระกูล “วานิช” ถือเป็นตระกูลทุนท้องถิ่นที่ทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งในภาคใต้ จากรากฐานการทำเหมืองแร่และปาล์มน้ำมันในภาคใต้ ก่อนที่จะขยายบทบาทไปในหลากหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง โรงพยาบาล และอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในพื้นที่จังหวัดภาคใต้และต่างประเทศ ล่าสุดตระกูลวานิชกำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในจังหวัดภูเก็ต จากการทำเหมืองแร่สู่การสร้างเมืองต้นแบบที่กินพื้นที่กว่า 500 ไร่
ตระกูลวานิชมีความเป็นมาที่ยาวนาน โดยเริ่มต้นจากผู้มีบทบาทสำคัญอย่าง “เจียร วานิช” ชาวพังงา ซึ่งในช่วงแรกที่เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย เขาต้องทำงานสารพัดตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทั้งช่วยแม่ขายขนม ตัดไม้ ขายปลา ทำรถม้ารับจ้างคนในตลาดพังงา ทำให้มีรายได้มากขึ้นจนสามารถซื้อเรือและทำโป๊ะจับปลาได้
เมื่อซื้อเรือได้หลายลำเจียรจึงเริ่มรับจ้างขนอุปกรณ์การทำเหมืองแร่จากบริษัทฝรั่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดกิจการเหมืองแร่ดีบุกของตนเองขึ้นที่พังงาจนขึ้นแท่นคหบดี ไม่เพียงเท่านั้น เขายังขยายความมั่งคั่งด้วยการเข้าสู่ธุรกิจเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างพังงา กันตัง ภูเก็ต และปีนัง รวมถึงขยายกิจการไปยังจังหวัดภูเก็ต โดยเปิดสำนักงาน บริษัท เจียรวานิช จำกัด เมื่อปี 2491 มีการขยายการลงทุนในโรงงานยาง โรงงานน้ำมันมะพร้าว และการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่
เจียร วานิช มีลูกชายเพียงคนเดียวคือ เอกพจน์ วานิช ซึ่งได้เข้ามาดูแลกิจการของครอบครัวในระยะต่อมา โดยมีการขยายกิจการออกไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ได้แก่ พังงา ภูเก็ต กระบี่ และภาคอื่นๆ เริ่มกิจการชิปปิ้ง มีการร่วมทุนทำกิจการเดินเรือต่างประเทศกับบริษัทในประเทศสิงคโปร์ และลงทุนซื้อท่าเรือแหลมป่อง จ.กระบี่ เพื่อเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึก รวมถึงขยายการทำเหมืองแร่ดีบุก ยิปซัม และวุลเฟรม ไปยัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และกาญจนบุรี

สำหรับธุรกิจหลักอย่างปาล์มน้ำมันก็มีการขยายการเติบโตเช่นกัน มีการต่อตั้งบริษัท เจียรวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด และ บริษัท สยาม ปาล์ม ออยล์ จำกัด ซึ่งต่อมาได้เข้าร่วมทุนกับบริษัท ไทยออยล์ปาล์มอุตสาหกรรม จำกัด (TOPI) และในปี พ.ศ. 2526 ได้ร่วมทุนกับ Unilever PLC จนกลายเป็นธุรกิจเดียวในชื่อ บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ก่อนที่ภายหลังยูนิลีเวอร์ได้ถอนตัวออกจากธุรกิจการเกษตรและการออกจากยูนิวานิชในปี พ.ศ. 2541 นำไปสู่การก่อตั้ง บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2546 โดยปัจจุบันยูนิวานิชน้ำมันปาล์มได้ขยายพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช และพังงา จากเดิมอยู่ที่กระบี่เป็นส่วนใหญ่
นอกจากนั้น เอกพจน์ยังได้แตกไลน์ธุรกิจสู่ธุรกิจโรงพยาบาล ด้วยการก่อตั้ง “โรงพยาบาลเอกชล” ขึ้นใน จ. ชลบุรี โดยปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 2 สาขา ซึ่งเรียกได้ว่า เอกพจน์คือกำลังสำคัญและสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้กับตระกูลวานิชเลยทีเดียว
จากยุคของเอกพจน์ ตระกูลวานิชเข้าสู่ยุคที่ 3 ซึ่งมีลูกๆ ทั้ง 8 คนของเอกพจน์เป็นผู้สานต่อ ภายใต้การนำของ อภิรักษ์ วานิช โดยมุ่งขยายฐานธุรกิจเดิมทั้งเหมืองแร่ ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรม ยางพารา โรงพยาบาล และขนส่งสินค้า แต่ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภูเก็ตที่การท่องเที่ยวเข้ามาเปลี่ยนภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้ตระกูลวานิชมีการขยายธุรกิจสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง เช่น อาคารพาณิชย์ในชื่อโครงการวานิช พลาซ่า และโครงการที่อยู่อาศัยอย่าง “วานิช เบย์ฟรอนท์ วิลล์” โดยใช้ที่ดินของตระกูลที่มีอยู่มากมายหลายแปลง

ล่าสุด ตระกูลวานิชกำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับภูเก็ต จากที่เคยสร้างเหมืองในอดีต สู่การสร้างเมืองต้นแบบ ด้วยการประกาศเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์แห่งใหม่ของภูเก็ต ภายใต้ชื่อ “Synthesis Ark Phuket” โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบใจกลางภูเก็ต เพื่อพลิกโฉมสวนปาล์มเดิมให้กลายเป็นเมือง และเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำประเทศไทยในการเป็น Global Destination
จันทร์ทิพย์ วานิช กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารกลุ่มบริษัทซีวี กล่าวไว้ว่า “โครงการนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของคุณอภิรักษ์ วานิช ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทซีวี ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่ดินผืนนี้เริ่มมาจากรากฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงเป็นโลเคชันที่เปี่ยมศักยภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ทรงความหมายและเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของตระกูลวานิชในจังหวัดภูเก็ต ครั้งนี้เป็นการต่อยอดที่ดินของตระกูลจากธุรกิจเหมืองแร่ สู่สวนปาล์ม และก้าวต่อไปคือ การสร้างเมืองต้นแบบที่จะเป็น ‘เพชรเม็ดงาม’ แห่งภูเก็ตในอนาคต”
จันทร์ทิพย์เผยต่อว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภูเก็ตเปลี่ยนแปลงจากแหล่งท่องเที่ยวตามฤดูกาล ไปสู่ศูนย์กลางการพักผ่อนและการใช้ชีวิตระดับโลก อัตราการกลับมาของนักท่องเที่ยวอยู่ในระดับสูง และบริบทของภูเก็ตกำลังจะเปลี่ยนไปสู่เป็น Global Destination ในขณะที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่เริ่มลดบทบาทลง ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินในภูเก็ตเพิ่มขึ้นกว่า 100% โดยย่านเกาะแก้วที่เป็นที่ดินของตระกูลวานิชถือเป็นย่านที่เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดและน่าจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูเก็ต ตระกูลวานิชเล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงและความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการ “Synthesis Ark Phuket”

สำหรับโครงการ Synthesis Ark Phuket เป็น Integrated Mixed-use Development ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 491 ไร่ บนทำเลศักยภาพริมถนนทางหลวง 402 ในย่านเกาะแก้ว ต.ศรีสุนทร อ. ถลาง ติดถนนเทพกระษัตรี จุดเชื่อมระหว่างสนามบินภูเก็ตและตัวเมือง ซึ่งราคาที่ดินขึ้น 8% ต่อปี เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เป็นเหมืองแร่ดีบุกเก่าของตระกูลวานิช มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2530 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นสวนปาล์มน้ำมัน
ภายในโครงการประกอบด้วย คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร วิลล่าหรู อาคารสำนักงาน โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ สถานศึกษา ศูนย์สุขภาพและความงาม และศูนย์การค้าระดับโลก มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2568 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2575
จันทร์ทิพย์เผยต่อว่า โครงการ Synthesis Ark Phuket สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด Eco-Spectrum Living ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมระบบการจัดการพลังงานและน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง “คน–เมือง–ธรรมชาติ” บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. Sustainable การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ ซึ่งโครงการจัดสรรให้มีพื้นที่สีเขียวและทะเลสาบกว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมด 2. Walkable ทุกสิ่งอยู่ในระยะเดินถึงกันภายใน 15 นาที และ 3. Self-Sufficient สร้างชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างครบทุกมิติของการใช้ชีวิต
“ในการออกแบบเราได้นำบริบทของพื้นที่เดิมมาใช้ในการออกแบบวางผัง เช่น การรักษาต้นปาล์มและพันธุ์ไม้เดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ชุมชนสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทางธรรมชาติได้อย่างแท้จริง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทะเลสาบซึ่งเป็นของเหมืองเดิมที่ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ โดยนำมาปรับภูมิทัศน์ให้กลมกลืนกับการใช้ชีวิตในแนวใหม่”
“โครงการ Synthesis Ark Phuket ไม่ได้มองแค่การสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่เรามองถึงการสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่เราเรียกว่า Fifteen Minutes ตั้งแต่การออกแบบมาสเตอร์แพลนเพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนสามารถเข้าถึงทุกสิ่งที่ต้องการตั้งแต่ที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม พื้นที่ทำงาน แหล่งชอปปิ้ง สถานศึกษา ไปจนถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ได้ภายในรัศมี 15 นาทีของการเดิน แนวคิดนี้จะช่วยลดการพึ่งพาการเดินทาง ลดความเครียด ทำให้มีสุขภาพกายใจที่ดีขึ้น และเพิ่มเวลาคุณภาพชีวิตในแต่ละวันให้กับชีวิตของทุกคน และเป็นเมืองต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย”

ทั้งนี้ Synthesis Ark Phuket ได้ทีมออกแบบมาสเตอร์แพลนและแลนด์สเคปจากบริษัทชั้นนำอย่าง RSP Architects, บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด (P Landscape) และ บริษัท สโตนเฮ้นจ์ จำกัด (Stoneheng) โดยมีธนาคารกรุงเทพเป็นผู้สนับสนุนโครงการ
สำหรับไฮไลต์เฟสแรกของโครงการคือ NEXUS กลุ่มอาคารสำนักงานและไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ โดยกลุ่มบริษัทซีวีเป็นผู้ลงทุนเอง ประกอบด้วย 4 อาคาร คือ 1. อาคารสำนักงาน พื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. 2. โรงแรมระดับพรีเมียมขนาด 70 ห้อง 3. อาคาร Retail & Lifestyle ประกอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และ 4. อาคาร Wellness & Aesthetic ศูนย์รวมบริการสุขภาพและความงาม โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2571
“พื้นที่ด้านหน้าติดถนนทางหลวง 402 ยาวกว่า 700 เมตร แบ่งเป็น 3 แปลง แต่ละแปลงจะมีผู้มาลงทุนที่แตกต่างกัน ในเฟสแรกจะเริ่มทำแปลงที่ติดถนนก่อนโดยกลุ่มบริษัทซีวีเป็นผู้ลงทุนเอง บนพื้นที่ 30 ไร่แรก ประกอบด้วยโรงแรมขนาด 70 ห้อง ศูนย์เวลเนส อาคารค้าปลีก และอาคารสำนักงานสูง 5 ชั้น สำหรับบริษัทในเครือ รวมถึงบริษัทจากต่างชาติที่ต้องการขยายสาขามายังภูเก็ต รวมถึงบริษัทในกรุงเทพฯ ที่อยากได้พื้นที่ในภูเก็ตด้วยเช่นกัน ด้วยมูลค่าการลงทุนในเฟสแรกราวๆ 2,000 ถึง 3,000 ล้านบาท”
นอกจากโครงการที่บริษัทลงทุนเองแล้ว ในเฟสแรกยังมีศูนย์การค้าเบอร์ใหญ่ของไทยมายึดหัวหาดด้วยพื้นที่กว่า 40 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนในเฟสสองอีก 120 ไร่นั้นจะเป็นโรงแรมกับเวลเนส และในเฟสที่สามอีก 160 ไร่ จะเป็นโรงเรียนนานาชาติที่ยังไม่เคยมาเปิดที่ภูเก็ตมาก่อน รวมถึงที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรรจากผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ของไทยและคอนโดมิเนียม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2575 ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจดูไม่สดใสนัก แต่ตระกูลวานิชเชื่อว่าภูเก็ตแตกต่างจากที่อื่น และจะทำให้ Synthesis Ark Phuket เติบโตได้ตามที่ตั้งเป้าไว้
จันทร์ทิพย์ทิ้งท้ายอย่างมั่นใจไว้ว่า “ภูเก็ตไม่ได้มีดีมานด์แค่คนไทยเท่านั้น แต่กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เราเชื่อว่า Synthesis Ark Phuket จะไม่เป็นเพียงโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของภูเก็ตเท่านั้น แต่จะเป็นต้นแบบเมืองแห่งอนาคต ที่ผู้คนเลือกมาอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และใช้ชีวิต”.