9 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เหมืองทองอัครา come back พร้อมเดินหน้าสู่ Green Gold

มีนาคม 2566 เหมืองแร่ทองคำชาตรีที่ดำเนินกิจการโดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กลับมาเปิดดำเนินการเหมืองทองอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลไทยมีคำสั่งปิดเหมืองไปนานถึง…

เหมืองทองอัครา come back พร้อมเดินหน้าสู่ Green Gold

มีนาคม 2566 เหมืองแร่ทองคำชาตรีที่ดำเนินกิจการโดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กลับมาเปิดดำเนินการเหมืองทองอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลไทยมีคำสั่งปิดเหมืองไปนานถึง 6 ปี จากประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ “อัครา” มาพร้อมกับกรอบวิสัยทัศน์ใหม่ “Green Gold” ที่มุ่งผสานการผลิตทองคำเข้ากับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเรียกความเชื่อมั่น

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิมคือ “บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด” เป็นผู้ประกอบการ “เหมืองแร่ทองคำชาตรี” เหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณกลุ่มแนวหินชั้นหินคดโค้งเลย (Loei Fold Belt) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแผ่นเปลือกโลกอินโดจีน (Indochina Block) คาบเกี่ยว 3 จังหวัด คือ พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก

“อัครา” เริ่มการสำรวจแหล่งแร่ทองคำในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2530 ก่อนที่ในปี 2536 จะมีการจัดตั้งบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด และจดทะเบียนเป็นบริษัทเอกชนภายใต้กฎหมายไทย ซึ่งมีบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด (ออสเตรเลีย) เป็นบริษัทแม่ กระทั่งในปี 2543 อัคราจึงได้รับประทานบัตรเป็นระยะเวลา 20 ปี และได้รับใบอนุญาตในการทำเหมืองแร่ทองคำ โดยตั้งชื่อโครงการว่า “โครงการชาตรีใต้” และเริ่มการผลิตทองคำเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2544 ต่อมาในปี 2551 ได้รับประทานบัตรเป็นระยะเวลา 20 ปี สำหรับ “โครงการชาตรีเหนือ” ซึ่งเพิ่มพื้นที่สำหรับการทำเหมืองขึ้นเป็น 3 เท่า และนำไปสู่การเข้าถึงแหล่งสินแร่สำรองปริมาณมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และตามมาด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)” ในที่สุด

โดยในช่วงปี 2544-2559 เหมืองแร่ทองคำชาตรีสามารถผลิตโลหะทองคำได้ถึง 1.8 ล้านออนซ์ และโลหะเงิน 10 ล้านออนซ์ แต่ในขณะเดียวกันข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมก็ก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะชาวบ้านรอบเหมืองเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในปี 2553 กรมควบคุมมลพิษออกประกาศว่า บ่อบาดาล ระบบประปาหมู่บ้านหนองระมาน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ติดกับบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 (TSF1) ของเหมืองทองคำ มีค่าแมงกานีสสูงผิดปกติ ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าใช้แหล่งน้ำในธรรมชาติ และมีการตรวจสอบอีกเรื่อยๆ เป็นระยะ กระทั่งธันวาคม 2559 จึงมีคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับกิจการเหมืองทองคำอัคราตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

ฝั่งบริษัทแม่อย่าง คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ก็ส่งหนังสือแจ้งรัฐบาลไทยว่า ละเมิดความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกับราชอาณาจักรไทย เรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 26,000 ล้านบาท) โดยที่ในปี 2564 คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) ต่ออายุประทานบัตรของบริษัทออกไปอีก 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564-29 ธันวาคม พ.ศ. 2574

ในที่สุดเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 เหมืองแร่ทองคำชาตรีก็ได้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังปิดมานานกว่า 6 ปี ซึ่งการกลับมาครั้งนี้อัครามีการยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการประกาศกรอบวิสัยทัศน์ “Green Gold” ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนในการทำเหมือง ตั้งแต่การถลุงแร่ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและทำให้การกลับมามีความชอบธรรมมากขึ้น

เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กว่าที่จะสามารถเดินเครื่องเหมืองทองคำได้ อัคราใช้เวลา 13 ปี และใช้เม็ดเงินราวๆ 600-700 ล้านบาท ในการสำรวจแร่ทองคำในประเทศไทย หลังกลับมาเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 อัคราพยายามปรับปรุงและยกระดับการผลิตแต่ก็ยังไม่ถึงจุดพีคที่เคยผลิตในปี 2558 ที่ได้ถึง 120,000 ออนซ์ โดยคาดว่าปี 2568 จะผลิตได้ที่ 96,000 ออนซ์ และจะยังอยู่ในระดับนี้ไปอีกระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ในฐานะผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำชาตรี อัคราสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมืองกว่า 1,000 ตำแหน่ง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด

ในส่วนของการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ Green Gold นั้น เชิดศักดิ์กล่าวว่ามีแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำและการจัดการของเสียให้สอดคล้องมาตรฐานสากล, การมีส่วนร่วมของชุมชน ขยายโครงการชดเชยและพัฒนาชุมชน พร้อมกองทุนสนับสนุนท้องถิ่น, ความโปร่งใสและกำกับดูแล โดยยกระดับการรายงานผลกระทบและการตรวจสอบภายนอก

ที่น่าสนใจคืออัคราได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการใช้ประโยชน์จาก ‘หางแร่ (Tailings)’ ที่เกิดจากกระบวนการผลิตแร่ทองคำและเงินให้กลายเป็นแร่เศรษฐกิจ (Economic Minerals) ซึ่งภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ อัครา รีซอร์สเซส จะให้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยปีละ 3,000,000 บาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อผลักดันการศึกษาเชิงลึกและพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม และจากความร่วมมือดังกล่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถนำหางแร่มาผลิตเป็นวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง อย่าง “อิฐบล็อกหางแร่” ได้เป็นผลสำเร็จ

ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมเหมืองแร่กับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหางแร่ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการแต่งแร่ โดยการนำมาพัฒนาเป็นอิฐบล็อกคุณภาพสูงที่มีความแข็งแรงและทนทานกว่าอิฐทั่วไป นอกจากจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในกระบวนการก่อสร้าง สร้างศักยภาพของชุมชนและรายได้ให้กับชุมชนรอบเหมือง เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว”

นอกจากนี้ อัครายังมีแผนร่วมมือกับสถาบันต่างๆ เพื่อวิจัยและพัฒนาหางแร่ในระยะต่อไป เช่น การพัฒนาเป็นวัสดุดักจับคาร์บอน หรือซีเมนต์ เพื่อนำไปใช้ในงานก่อสร้าง อีกทั้งยังกรุยทางสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เกิดวิสาหกิจชุมชน โดยวางแผนถ่ายทอดความรู้การผลิตและการจัดจำหน่ายในพื้นที่นำร่องจังหวัดพิจิตรและจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อกระจายรายได้และสร้างอาชีพให้กับชุมชนรอบเหมืองต่อไปในอนาคต

ซึ่งการกลับมาของอัคราครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการกลับมาเดินเครื่องการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบความสามารถในการดำเนินธุรกิจที่ผสานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเช่นกัน.