28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เปิดอาณาจักร LHMH อาวุธบุกธุรกิจโรงแรมของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

เปิดอาณาจักร LHMH อาวุธบุกธุรกิจโรงแรมของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

p20-21-weekly-LHMH-01.jpg

ย่านราชดำริและราชประสงค์ยังคงเป็นทำเลทองสำหรับธุรกิจโรงแรม ด้วยความที่ใกล้ทั้งศูนย์การค้าชั้นนำ สถานีรถไฟฟ้า และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมตั้งแต่บูทีคโฮเทลไปจนถึงโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว มองเห็นโอกาสด้านรายได้และการเติบโตของธุรกิจโรงแรม ต่างปักหมุดในพื้นที่แห่งนี้

เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล (LHMH) ในเครือบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดเดินหน้าเปิดตัว “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ” (Grande Centre Point Prestige Bangkok) โรงแรมระดับ Prestige Tier แห่งที่ 2 ของเครือ ด้วยมูลค่าการลงทุนถึง 4,500 ล้านบาท ในตำแหน่งเดิมของ “เดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า” ห้างหรูระดับตำนานของกรุงเทพฯ ที่ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565

บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2516 โดย “เพียงใจ หาญพาณิชย์” ประกอบธุรกิจขายบ้านจัดสรรพร้อมที่ดินเป็นส่วนใหญ่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และโครงการตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั้ง เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี หัวหิน ภูเก็ต มหาสารคาม และอยุธยา และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ระบุว่า นายอนันต์ อัศวโภคิน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 24.23%

p20-21-weekly-LHMH-02.jpg

นอกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านจัดสรรแล้ว แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังขยายธุรกิจเพิ่มเติมผ่านการก่อตั้งบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำหน่ายสินค้าและบริการก่อสร้างต่อเติม และตกแต่งที่อยู่อาศัย, บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) ผลิตและจำหน่ายคอนกรีตมวลเบา, ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ รวมถึง บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LH Mall & Hotel) หรือ LHMH เพื่อบุกธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ประเภทศูนย์การค้าและโรงแรมโดยเฉพาะ สำหรับธุรกิจศูนย์การค้าอยู่ภายใต้แบรนด์ เทอร์มินอล 21 (Terminal 21) และธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์” (Grande Centre Point Hotels)

พ.ศ. 2545 แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล ประเดิมโปรเจ็กต์แรกด้วยอาคารสำนักงานให้เช่า “Wave Place” พื้นที่รวม 24,860 ตารางเมตร ถัดมาในปี 2546 เปิดโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพลินจิต ต่อด้วย เซนเตอร์ พอยต์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ทองหล่อ ในปี 2547 และตามมาด้วยอีกหลายโปรเจกต์ในระยะต่อๆ มา ทั้งคอนโดมิเนียม River Heaven, Executive Residence L&H Villa Sathon และเซนเตอร์ พอยต์ เรสซิเด้นท์พร้อมพงษ์

พ.ศ. 2551 แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล บุกย่านราชดำริ ด้วยการเปิดตัวโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ ขนาด 497 ห้อง และเดินหน้าธุรกิจศูนย์การค้า เปิดตัวห้าง Terminal 21 อโศก ในปี 2554 ซึ่งหลังจากนั้น แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล ได้เดินหน้าขยายศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์ Terminal 21 และโรงแรมภายใต้แบรนด์ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ อย่างต่อเนื่อง โดยปักหมุดทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา รวมถึง แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก

p20-21-weekly-LHMH-03.jpg

ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล เดินหน้ารุกตลาดโรงแรมอย่างหนัก เพื่อรับการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว ด้วยการเปิดตัวโรงแรมขนาดใหญ่ในทำเลทองของกรุงเทพฯ ทั้ง แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ ด้วยจำนวนห้องพัก 399 ห้อง ในปี 2566, 1 เมษายน 2568 เปิดตัวโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี จำนวน 512 ห้อง และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กับการเปิดตัว “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ” (Grande Centre Point Prestige Bangkok) ที่ประกอบด้วยห้องพัก ห้องสวีท และเพนต์เฮาส์ จำนวนถึง 509 ห้อง ด้วยมูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเดินเกมรุกครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2568 และทำให้ ณ ปัจจุบัน บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล มีโรงแรมแบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ รวมทั้งสิ้น 9 แห่ง

สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด ฉายภาพรวมการท่องเที่ยวในปัจจุบันว่า ภูมิทัศน์ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีการเติบโตของ “กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลและกำลังซื้อสูง” (High-Spending) จากยุโรปมากขึ้น ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดโรงแรม 4-5 ดาว ในทำเลศักยภาพ ทำให้โจทย์ของการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมทวีความท้าทาย ไม่ได้วัดกันที่จำนวนห้องพักหรือราคา แต่แข่งขันกันที่ว่าใครจะสามารถส่งมอบ “ประสบการณ์เฉพาะตัว” ได้มากกว่า ซึ่งถือเป็นโอกาสของกลุ่มแอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล ที่เน้นลงทุนเชิงคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลศักยภาพสูง การออกแบบบริการที่มีเอกลักษณ์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง

p20-21-weekly-LHMH-04.jpg

ทั้งนี้ โรงแรมภายใต้แบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ปัจจุบันมี 3 ระดับ ได้แก่

1. Prestige Tier เป็นระดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ หรูหรา และเป็นระดับสูงสุดของแบรนด์ ขณะนี้มี 2 แห่งคือ Grande Centre Point Lumphini ย่านลุมพินี และ Grande Centre Point Prestige Bangkok ที่เป็นแห่งใหม่ล่าสุด

2. Timeless Tier เป็นระดับ upper upscale มี 6 แห่ง ได้แก่ Grande Centre Point Terminal 21 ตั้งอยู่ติดกับศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก, Grande Centre Point Ratchadamri, Grande Centre Point Ploenchit, Grande Centre Point Sukhumvit 55, Grande Centre Point Surawong, Grande Centre Point Pattaya

3. Limited Tier เป็นระดับดีไซน์พิเศษ ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะโครงการ ประกอบด้วย Grande Centre Point Space Pattaya โรงแรมธีมอวกาศแห่งแรกในประเทศไทย

“ปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของเรา ในปีนี้เครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เปิดตัว 2 โรงแรมใหม่ ได้แก่ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โรงแรมระดับ Prestige Tier แห่งแรกของแบรนด์ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในย่านราชประสงค์  ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอของเราไปอีกขั้น”

ในขณะที่ กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวถึงความพิเศษของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ว่า หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้โรงแรมโดดเด่นยิ่งขึ้น คือการตั้งอยู่เคียงคู่กับโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการแรกของแบรนด์เปิดตัวเมื่อปี 2551 จึงตั้งใจออกแบบให้เป็น “Twin Towers” รวมกันแล้วกว่า 1,000 ห้อง และทำให้ราคาห้องพักครอบคลุมตั้งแต่ 5,000 บาท จนถึงหลักหมื่น ซึ่งถูกกว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวในย่านเดียวกันถึง 30%

นอกจากนั้นจุดเด่นของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ คือการตั้งอยู่บนทำเลทองใจกลางย่านราชดำริ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส 2 สถานี คือ สถานีราชดำริ และสถานีชิดลม ภายในออกแบบอย่างหรูหราโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายและการพักผ่อน เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มองหาที่พักหรูในโลเคชันที่ดีที่สุด ลูกค้าต่างชาติและไทยที่ให้ความสำคัญกับบริการมาตรฐาน กลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่ต้องการพื้นที่กว้างและฟังก์ชันครบ นักธุรกิจยุคใหม่ที่ผสมการทำงานกับการพักผ่อน (Bleisure) และกลุ่ม Urban Staycation ที่ต้องการเติมพลังในที่พักพรีเมียมใจกลางเมือง ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนลูกค้าแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เน้นการพักผ่อน 70% และเป็นการเดินทางมาเพื่อติดต่อธุรกิจอีก 30%”

p20-21-weekly-LHMH-05.jpg

คุณกิตติยังสะท้อนถึงความสำเร็จของการเปิดตัวโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า ได้รับกระแสการตอบรับดีมาก ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยกว่า 80% และมียอดจองเข้าพักล่วงหน้าช่วงไฮซีซันจนถึงต้นปีหน้าสูงถึง 90% ทำให้เชื่อมั่นว่าการเปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน ทั้งนี้บริษัทคาดการณ์รายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 6,000 ล้านบาท

ด้านแผนการตลาดของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ นั้น จะมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มนักเดินทางธุรกิจระดับพรีเมียม ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่ม High-Spending และ Long-haul Tourists จากยุโรป สหราชอาณาจักร ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และรัสเซีย ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายฐานประชุมสัมมนา อีเวนต์ และจัดเลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

และด้วยทิศทางของตลาดท่องเที่ยวที่ส่งสัญญาณบวก ทางเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ จึงมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4 ปี 2569 มีแผนเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา ซึ่งเป็น Limited Tier แห่งที่ 2 ในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ต่อจากแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โดยมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยสวนน้ำขนาด 20,000 ตารางเมตร จึงคาดการณ์รายได้ในปี 2569 ของกลุ่มโรงแรมเติบโตไปอยู่ที่กว่า 8,000 ล้านบาท

นอกจากนั้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2571 ทางกลุ่มจะเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ ตั้งอยู่ใจกลางเยาวราชในย่านประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ เท่ากับว่าในปี 2571 บริษัทจะมีโรงแรมเปิดครบ 11 แห่ง รวมกว่า 5,000 ห้อง และคาดว่าจะสร้างรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์ Terminal 21 ปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ อโศก, พระราม 3 และพัทยา โดยจะเน้นการปรับปรุงสาขาที่มีให้ทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น.