27 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ชัยวัฒน์ นันทิรุจ มองอินเดีย ตลาดใหม่โอกาสของผู้ประกอบการไทย

ชัยวัฒน์ นันทิรุจ มองอินเดีย ตลาดใหม่โอกาสของผู้ประกอบการไทย

p24-weekly-ekaglobal-01.jpg

ความตึงเครียดของสงครามการค้าที่มีต้นเหตุมาจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สร้างแรงกระเพื่อมและจุดเปลี่ยนสำคัญของนักลงทุนทั้งไทยและทั่วโลกให้ต้องมองหาตลาดใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ “ทางรอด” แต่เป็น “ทางเลือกใหม่” เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อินเดียคือหมุดหมายปลายทางสำคัญที่เม็ดเงินกำลังเดินทางไป

“ผู้จัดการ 360 องศา” มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ที่มีการขยายการลงทุนไปยังประเทศอินเดียเมื่อมองเห็นโอกาสและประสบความสำเร็จอย่างมากในดินแดนภารตะ

หลังจากเอกา โกลบอล ตั้งโรงงานและเดินเครื่องจักรอย่างเต็มระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ชัยวัฒน์ฉายภาพการเติบโตของธุรกิจในปีนี้ว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ผลประกอบการดีแบบสวนกระแส

p24-weekly-ekaglobal-02.jpg

“ปีนี้ผลประกอบการถือว่าดีมาก เติบโตอย่างสวนกระแส และเราไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านภาษีทรัมป์ ในขณะที่การค้าทั่วโลกผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบ เรียกได้ว่าปีนี้เราเติบโตได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธุรกิจของเราอยู่ในหมวดอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทาน อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง รวมถึงอาหารสัตว์ ที่ยังเป็นสิ่งจำเป็นและมีความต้องการของตลาด”

นอกจากปัจจัยหลักที่ธุรกิจของชัยวัฒน์เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้บริโภค การเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในประเทศอินเดียเมื่อปี 2567 เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผลประกอบการเติบโตอย่างน่าพอใจ

“ยอดขายของเราไม่ตก แต่ยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และโดยเฉพาะในตลาดอินเดีย ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% จากการเข้าไปลงทุนในตลาดอินเดีย มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อเอกาโกลบอลโดยรวมให้ผลประกอบการดีขึ้น”

ภาพจำของอินเดียที่หลายคนเคยได้รับรู้จากสื่อในอดีต อาจเห็นถึงความยากจน ความลำบาก แต่ปัจจุบันอินเดียแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในหลากหลายมิติ นอกจากการเป็นประเทศผู้ผลิตยารายใหญ่ของโลกแล้ว อินเดียค่อยๆ เติบโตและถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลก ทั้งจากศักยภาพของประชากรอินเดียที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีการศึกษาในระดับสูง และนโยบายภาครัฐที่วางแนวทางเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เมื่อเห็นว่านั่นคือหนึ่งกำลังสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์จุดแข็งของอินเดียที่สร้างแรงดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกได้ ที่เห็นได้ชัดเจนคือ แรงงานคุณภาพโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ประชากรอินเดียยังเป็นวัยหนุ่มสาวอายุเฉลี่ย 28.4 ปี และเป็นกลุ่ม digital native โดยอินเดียมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 880 ล้านคน สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก และยังมี Startup Unicorn กว่า 100 รายในอินเดีย สะท้อนการมีทักษะด้านเทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไอที ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เติบโตเร็วและได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีน

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนการลงทุน โดยรัฐบาลอินเดียได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุมหลายด้านเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนโยบายอุตสาหกรรมและการผลิต เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป้าหมายลงทุนกว่า 1.5 แสนล้านรูปี หรือประมาณ 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการปรับปรุงระบบภาษี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น

p24-weekly-ekaglobal-03.jpg

ในมุมมองของผู้บริหารเอกา โกลบอล ที่ไปลงทุนในอินเดียจนประสบความสำเร็จ ให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า “อินเดียเป็นตลาดใหญ่ และดีสำหรับนักลงทุนไทย คนอินเดียให้การยอมรับสินค้าไทย โดยเฉพาะด้านคุณภาพ มีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนอินเดีย อย่างเอกาโกลบอล เราได้รับการยอมรับจากบริษัทผลิตอาหาร ขนมขบเคี้ยวในอินเดีย

“ผมเองก็สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยไปบุกตลาดอินเดีย เพราะหากจะมองว่าตลาดอินเดียเป็นตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่ก็คงไม่ผิด เพราะเศรษฐกิจเพิ่งเติบโตได้ไม่นาน ฉะนั้นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปและสร้างให้ธุรกิจเติบโตได้ในตลาดนี้ยังมีอีกมาก เพราะประชากรมีอัตราการเกิดที่ไม่ได้ลดลงเช่นไทย หรือจีน ผู้ประกอบการไทยที่เห็นโอกาสควรรีบเข้าไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะคนอินเดียมีอัตราการบริโภคที่สูง จากจำนวนประชากร หรืออุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื่องจากการขยายตัวของเมือง โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมยาในอินเดีย เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ ถ้าหากผู้ประกอบการไทยมีเทคโนโลยีในการผลิตยา เพราะอินเดียเป็นฮับที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมยา”

สิ่งที่อินเดียแตกต่างจากไทยคือ แม้ว่าหลายประเทศจะได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ แต่อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเศรษฐกิจอินเดียเติบโตจากอุตสาหกรรมในประเทศเป็นหลัก และไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยเม็ดเงินจากนอกประเทศ เช่น การส่งออก หรือการท่องเที่ยวมากนัก

ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “ปีหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ที่ยังมีอยู่ ปัจจัยจากนโยบายภาษีทรัมป์ Geopolitical นักลงทุนไทยควรแสวงหาตลาดใหม่ๆ แทนที่จะพึ่งพาแต่ตลาดเก่า หรือตลาดเดิมเพียงอย่างเดียว เช่นที่เอกา โกลบอลตัดสินใจรุกตลาดอินเดีย แม้ว่าจะเพิ่งปักหมุดได้ไม่นาน แต่ก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ จากที่ได้รับการยอมรับจากคู่ค้าในตลาดอินเดีย”

อินเดีย ยังคงหอมหวาน หากนักลงทุนไทยเข้าได้ถูกจุด และมีพาร์ตเนอร์ที่ดี.