27 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

CMMU-สสส. หนุนงานวิจัย สร้างสุขภาวะในอุดมคติ

CMMU-สสส. หนุนงานวิจัย สร้างสุขภาวะในอุดมคติ

p22-23-weekly-mineset-01.jpg

ภาวะ Burnout ซึมเศร้า NCDs สมองไหล เป็นความเสี่ยงที่องค์กรอาจต้องเผชิญ จากปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชน เช่น สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ หนี้ครัวเรือน วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยแพร่ผลการคาดการณ์ฉากทัศน์อนาคตสุขภาวะองค์กรไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า และ Roadmap นำทาง

“คนวัยทำงาน ถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ สุขภาวะของคนทำงานจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ หากคนทำงานมีสุขภาพกายใจที่ดี ประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้น องค์กรก็จะแข็งแกร่ง เติบโตก้าวหน้า ส่งผลให้ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ที่ผ่านมาการเสริมสร้างสุขภาวะในองค์กรไทยส่วนใหญ่เป็นเพียงโครงการระยะสั้น ขาดทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนา และไม่เชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะยังมองไม่เห็นว่าอนาคตข้างหน้าจะต้องเผชิญอะไร จึงทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่สามารถวางแผนป้องกันล่วงหน้าได้ การคาดการณ์อนาคตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เห็นภาพ 10 ปีข้างหน้าว่าองค์กรไทยมีความเสี่ยงจะต้องเจออะไร และต้องเตรียมการรับมืออย่างไร เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามจนแก้ไม่ทัน” พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) สสส. เปิดเผยแนวคิด

p22-23-weekly-mineset-02.jpg

ล่าสุด สสส. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยแก่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำโครงการจัดทำแผนที่นำทางและการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ งานสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร “Foresight 2035 and Strategic Roadmap: Future of Well-being Organizations” เพื่อวิเคราะห์ฉากทัศน์องค์กรสุขภาวะอีก 10 ปี ข้างหน้า ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ องค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรในพระพุทธศาสนา (วัด) และมหาวิทยาลัย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างเสริมสุขภาวะองค์กรในระยะสั้น กลาง และยาว ที่เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กรเพื่อให้ทุกภาคส่วนมี Roadmap ที่ชัดเจนที่จะพาองค์กรไปสู่อนาคตที่ดีที่สุดได้

“งานวิจัยครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การจัดทำ Roadmap เชิงรุก เพื่อวางแผนสร้างเสริมสุขภาวะองค์กรอย่างเป็นระบบ เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่ง สสส. จะใช้ Roadmap นี้ เป็นแนวทางในการวางแผนงานและสนับสนุนโครงการต่างๆ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งเป้าหมายให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำงานอย่างมีความสุข และองค์กรไทยทุกแห่งเป็น Well-being Organizations ที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน” พงษ์ศักดิ์ขยายความ

p22-23-weekly-mineset-03.jpg

กระบวนการ Strategic Foresight ต้องทำการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมสำคัญตามกรอบ PESTEL ที่ครอบคลุม 6 มิติหลัก ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี หัวหน้าทีมวิจัยโครงการจัดทำแผนที่นำทางและการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ งานสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร ให้ข้อมูลว่า “จากการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมสำคัญตามกรอบ PESTEL พบว่าทุกองค์กรต้องเผชิญกับ 2 ปัจจัยหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ สังคมผู้สูงอายุ ที่ทำให้แรงงานลดลงและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้น และ AI-Digital-Automation ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน ทำให้ทักษะแรงงานเดิมเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ แต่ละองค์กรยังมีปัจจัยเฉพาะที่ต้องเผชิญ เช่น ภาคเอกชนต้องรับมือกับปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ภาครัฐ ถูกกดดันด้วยเสถียรภาพทางการเมือง วัดมีปัญหาสิ่งแวดล้อมและกฎหมายล้าหลัง ส่วนมหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับอัตราการว่างงาน ปัญหาสุขภาพจิต และมลพิษทางอากาศ PM2.5”

ผลการวิจัยระบุว่า องค์กรภาคเอกชน บริษัทที่ออกแบบระบบสุขภาวะอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องจะก้าวสู่การเป็น “องค์กรที่น่าทำงานมากที่สุด” พนักงานมี Work-Life Harmony มีประสิทธิภาพการทำงานสูง และต้นทุนสุขภาพลดลง ขณะที่องค์กรที่ละเลย ย่อมเสี่ยงหลุดสู่ “วังวนแห่งปัญหา” เต็มไปด้วยบุคลากร Burnout โรค NCDs ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง คนลาออก สูญเสียคนเก่ง

p22-23-weekly-mineset-04.jpg

หน่วยงานภาครัฐ หากนโยบายและทัศนคติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ข้าราชการจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐมีภาพลักษณ์ดีและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน แต่หากปล่อยปละละเลย ไม่สนับสนุนอย่างจริงจัง ประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการจะลดลง คุณภาพการให้บริการประชาชนตกต่ำ ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ข้าราชการต้องออกก่อนเกษียณเพราะปัญหาสุขภาพ กลายเป็นหน่วยงานรัฐที่ล้มเหลว

องค์กรในพระพุทธศาสนา (วัด) วัดที่ขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างจริงจัง ไม่เพียงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแต่จะกลายเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพชุมชน” ส่งเสริมสุขภาพกาย-ใจ ทั้งพระสงฆ์และชาวบ้าน แต่หากไม่มีการจัดการและดูแลอย่างจริงจัง วัดจะกลายเป็นแหล่งอบายมุข พระเสพเมถุน สุขภาพย่ำแย่ อาพาธ ประชาชนเสื่อมศรัทธา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่สร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะครบวงจร บุคลากรจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตบัณฑิตคุณภาพ แต่หากละเลยการสร้างเสริมสุขภาวะทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติ มหาวิทยาลัยจะเต็มไปด้วยบุคลากร Burnout อัตราการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า NCDs พุ่งสูง ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยดิ่ง ถูกตัดงบประมาณ บุคลากรถูกเลิกจ้าง กลายเป็นภาระสังคมต่อไป

ผศ.ดร. บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าโครงการจัดทำแผนที่นำทางและการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ งานสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร นำเสนอ Roadmap ระยะสั้นที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกองค์กร คือ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การสร้างความมั่นคงในอาชีพ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในองค์กร การเพิ่มขีดความสามารถและสร้างกลไกให้ความรู้ การให้ความสำคัญตั้งแต่ระดับนโยบายจากผู้บริหาร การกำหนดผู้รับผิดชอบด้านเสริมสร้างสุขภาวะที่ชัดเจน การเข้าถึงระบบสาธารณสุข นโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐ และการขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับแผนประเด็นยุทธศาสตร์ 7+1 ของ สสส.

p22-23-weekly-mineset-05.jpg

“องค์กรเอกชน ควรทบทวนปรับลดชั่วโมงทำงานให้เหมาะสม และมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะอย่างจริงจัง ภาครัฐควรเพิ่มทักษะความรู้ในการทำงาน โดยเฉพาะทักษะ Digital และ AI ให้แก่ข้าราชการ พร้อมมีมาตรการจูงใจ เช่น มอบรางวัลแก่หน่วยงานต้นแบบที่สร้างระบบสุขภาวะได้ดี วัด ควรจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์” เป็นกรอบปฏิบัติของพระสงฆ์ทุกระดับชั้น และพัฒนาวัดที่มีความพร้อมให้กลายเป็น “ศูนย์สุขภาพชุมชน” ขณะที่มหาวิทยาลัยควรจัดตั้งเครือข่ายข้อมูลสุขภาพและเครือข่ายวิจัยสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมในมหาวิทยาลัย และนำเรื่องสุขภาวะมากำหนดตัวชี้วัด Performance Assessment (PA)”

หากไทยไม่เร่งวาง Roadmap อย่างจริงจัง องค์กรจำนวนมากอาจติดอยู่ในภาวะดังกล่าว ผลที่จะตามมาไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นหรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่จะกระทบถึงผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ภาครัฐจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หากไม่สามารถเตรียมการรับมือ และเตรียมการป้องกันได้ทันเวลา ในทางกลับกัน หากทุกภาคส่วนใช้ Roadmap นี้เป็นแผนที่นำทางเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ขององค์กรความเป็นไปได้ที่จะเกิดฉากทัศน์ในอุดมคติทั้ง “องค์กรสุขภาวะยั่งยืน” “องค์กรรัฐสุขยั่งยืน” “วัดประชาสร้างสุข” และ “มหาวิทยาลัยสุขภาวะต้นแบบ” จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“อนาคต คือผลของการกระทำในวันนี้ การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้ฟันธงว่าฉากทัศน์แบบไหนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เป็นการฉายให้เห็นภาพอนาคตที่เป็นไปได้ หากวันนี้เรายังไม่ทำอะไร ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราร่วมมือและลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ก็สามารถพาองค์กรไปสู่ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดได้เช่นกัน” ผศ.ดร.บุญยิ่ง กล่าว.