12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

อวสานอินฟลูเอนเซอร์จริงไหม? Tellscore มีคำตอบ พร้อมชี้ทางรอด

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” กันหนาหูมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันที่หนักหน่วง และ AI ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ แต่สำหรับ “สุวิตา จรัญวงศ์”…

อวสานอินฟลูเอนเซอร์จริงไหม? Tellscore มีคำตอบ พร้อมชี้ทางรอด

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” กันหนาหูมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันที่หนักหน่วง และ AI ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ แต่สำหรับ “สุวิตา จรัญวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) แล้ว เธอกลับมองว่า อวสานอินฟลูเอนเซอร์อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพียงแต่สนามนี้กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้น และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อการอยู่รอด

“ตลาดอินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์จะท้าทายมากขึ้น ก่อนหน้านี้ใครเข้ามาก็รอดหมดเพราะสนามมันยังเล็กและยังไม่ท้าทายมาก ตอนนี้สนามมันใหญ่ขึ้นจนเป็น cross-border ครีเอเตอร์ไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและมีการส่งออกคอนเทนต์ไปต่างประเทศ การแข่งขันสูงขึ้น คนที่เก่งก็จะไปต่อได้ แต่คนที่ไม่รอดก็จะส่งเสียงของการอวสานออกมา ก็เป็นไปตามธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม สุวิตายอมรับว่า มีอินฟลูฯ บางสายเช่นกันที่เสี่ยงกับคำว่า “อวสาน” ที่สุด โดยเฉพาะอินฟลูฯ สายไลฟ์สดขายของ ซึ่งมีสิทธิ์ถูก AI ยึดครองพื้นที่ เพราะ AI สามารถไลฟ์ขายของได้ 24 ชั่วโมง ในขณะที่อินฟลูฯ สายรีวิวจะเติบโตมากขึ้นไปได้อีก แม้ว่าจะมี AI เข้ามาก็ตาม เพราะผู้บริโภคยังคงต้องการความน่าเชื่อถือจากคนจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้

“AI ไลฟ์สดขายของได้ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องหลับต้องนอน มนุษย์สู้ไม่ได้ ทางแก้คืออินฟลูฯ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถโคลนตัวเองเป็น AI Avatar และให้ตัวเราเองที่โคลนเป็น AI แล้วไปไลฟ์ขายของแทนได้เลย 24 ชั่วโมง ส่วนครีเอเตอร์ตัวจริงก็เข้าไปยืนยันในช่อง สร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงระหว่าง AI กับครีเอเตอร์ตัวจริงเข้าด้วยกัน ถือเป็นการใช้เครื่องมือ AI ที่ชาญฉลาดและไม่ตกเป็นทาส”

ที่สำคัญคือตลาดครีเอเตอร์ทั้งในไทยและทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งทุกปี ตอกย้ำว่าตลาดนี้ยังไม่ได้กำลังอวสาน โดยข้อมูลสถิติ “Influencer Economy Worldwide” จาก Statista.com ระบุว่า มูลค่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20-30% ต่อปี โดยในปี 2567 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นปีที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วโลกหันมาเป็นฟูลไทม์คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Full-time Content Creators) มากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลหลักคือการถูกเลย์ออฟจากบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัทด้านเทคโนโลยี ในส่วนของแบรนด์พบว่า 69% มีการเพิ่มงบ Influencer Marketing ต่อเนื่องมาจากปีก่อน ส่วนปี 2568 คาดว่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกจะพุ่งสูงแตะ 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยสุวิตาชี้ว่า เทรนด์สำคัญในปีนี้สำหรับเหล่าครีเอเตอร์และแบรนด์เพื่อรับมือกับ AI คือ การทำ Branding via Creators ที่ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้อง “บอกเล่าอย่างมี Human Connection” ว่าแบรนด์นำเสนออะไร สร้างคุณค่าด้านใดให้ผู้บริโภค อินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์ที่มาร่วมสร้างคุณค่าดังกล่าวคือใคร กำลังทำอะไร และมีความเชื่อมโยงอย่างไรในคอมมูนิตี้ที่ตนอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องผสานกลยุทธ์ O2O Marketing (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรมจริง เช่น อีเวนต์ เวิร์กชอป หรือคอนเสิร์ต เพื่อทำให้แบรนด์แข็งแรงและเชื่อมโยงกับผู้ติดตามได้ลึกกว่าเดิม

ด้านภูมิทัศน์แพลตฟอร์มออนไลน์ สุวิตาระบุว่า TikTok ยังคงมาแรงต่อเนื่อง ขณะที่ YouTube พลิกเกมด้วย Long-form Content ตลอดจนจับมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรุกตลาด Social Commerce  ส่วนInstagram ยังคงเหมาะกับคอนเทนต์ Trend Setter โดยเฉพาะฟอร์แมตคอนเทนต์ประเภท Story ที่สร้าง Engagement ได้สูง ส่วนแพลตฟอร์มที่กำลังน่าจับตาคือ Lemon8 ที่ถูกใจ Gen Z ด้วยรูปแบบคอนเทนต์ที่ง่ายและเร็ว รวมถึง XiaoHongShu ซึ่งกำลังเติบโตในไทยและอาเซียน ครีเอเตอร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษและจีนได้จะมีโอกาสขึ้นแท่นผู้ชนะ

เธอกล่าวต่อว่า โอกาสใหม่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มครีเอเตอร์ LGBTQ+ ในบริบท Rainbow Economy ซึ่งสะท้อนสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายชูจุดเด่นของประเทศไทย แบรนด์ที่ร่วมงานกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้ไม่เพียงได้ประโยชน์เชิงธุรกิจ แต่ยังสร้าง Emotional Bonding และความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค Gen Z และมิลเลนเนียลได้อีกด้วย

“ครีเอเตอร์สาย LGBTQ+ ในบ้านเราเปิดกว้างมาก แทบจะเป็น 1-2 ประเทศที่เปิดกว้างขนาดนี้ เพราะฉะนั้นโอกาสมาแรงมาก ยิ่งสมรสเท่าเทียมผ่าน ยิ่งเป็นตราประทับอย่างเป็นทางการ ครีเอเตอร์สามารถส่งออกคอนเทนต์สาย Y หรือคอนเทนต์ LGBTQ+ ออกไปยังต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคคอนเทนต์สาย Y อันดับต้นๆ มันเป็นโอกาสของบ้านเรามากๆ สามารถยกระดับให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมได้”

สำหรับประเด็น AI สุวิตาชี้ว่า ทางรอดคือการอยู่ร่วมกับ AI อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง AI Avatar ของตัวครีเอเตอร์เองเพื่อทำคอนเทนต์สั้นๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือใช้ AI เป็นแรงเสริมในการสร้างแบรนด์ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส ระบุชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์จาก AI เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าและความน่าเชื่อถือในสายตาแบรนด์และผู้ติดตาม

ในส่วนของเทรนด์ครีเอเตอร์ที่กำลังมาแรงทั้งในปีนี้และปีต่อไปคือสายที่มีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดจำนวนมาก อย่าง ครีเอเตอร์สายสัตว์เลี้ยง ดังจะเห็นได้จากแนวโน้มในปัจจุบันที่ตลาดสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งสายที่กำลังมาแรงคือ ครีเอเตอร์สายข่าว (News Creator) การวิเคราะห์ข่าว ย่อยข่าว เพราะคนจะโหยหาความคิดเห็น แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน เพราะตอนนี้ AI สามารถสร้างภาพ เสียง วิดีโอ ได้สมจริง ซึ่งสุวิตามองว่าตอนนี้อาจจะหวือหวา แต่สักพักกระแส AI จะเริ่มตก เพราะผู้บริโภคจะเลือกเสพข้อมูลจากครีเอเตอร์ที่เป็นคนจริงๆ และน่าเชื่อถือมากกว่า ส่วนครีเอเตอร์สาย longevity เน้นการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีก็เป็นอีกสายที่น่าจับตาไม่แพ้กัน

ส่วนสาขาเดิมๆ ที่ไม่มีการปรับตัวและไม่สร้างความหลากหลาย อย่าง สายท่องเที่ยวและความงาม ถ้าละเลย ชะล่าใจ คิดว่าเม็ดเงินในตลาดยังเยอะและทำคอนเทนต์แบบเดิม ก็จะเริ่มไปไม่รอด เพราะอุตสาหกรรมความงามและท่องเที่ยวเติบโตมาก และมีมุกในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ครีเอเตอร์ต้องเข้าให้ถึงรสนิยมของ Gen Z ว่าเขาเที่ยวกันแบบไหน เพื่อนำมาผสมกับของเดิมที่มีกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาจึงจะอยู่รอดในสมรภูมินี้ได้

“ตลาดนี้ยังโตแน่นอน แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่การเติบโตจะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครีเอเตอร์และแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างยิ่งยวด ต้องมองทั้ง Geopolitics ระดับโลกและโอกาสในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียน และควรเริ่มสร้างคอนเทนต์ภาษาอังกฤษหรือจีนเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ เพราะความต้องการเปลี่ยนเร็วมาก ใครปรับตัวได้คือผู้ที่จะอยู่รอด ตอนนี้ทุกอย่างมันจะผลักให้เรายอมแพ้ แต่ต้องอดทน กัดฟันไปก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสหาน่านน้ำใหม่ๆ ให้กับตัวเอง นี่คือทางรอด” สุวิตาทิ้งท้าย.