การเพิ่มจำนวนของผู้สูงวัยตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปในประเทศไทย แม้จะมีประเด็นความกังวลเรื่องผลกระทบด้านการใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับภาครัฐที่ต้องแบกภาระการดูแลผู้ป่วยสูงวัยเพิ่มขึ้น ทว่า เทรนด์ที่เติบโตในระนาบเดียวกันคือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่มุ่งเน้นเรื่องการมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาว นอกจากนี้ธุรกิจที่สอดคล้องกับผู้สูงอายุมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยโดยเฉพาะตัวเลขทางเศรษฐกิจ
ขนาดของเศรษฐกิจสูงวัยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังในการใช้จ่ายจากตัวเลขสำหรับการบริโภครวม 2.18 ล้านล้านบาท และยังมีทิศทางที่จะขยายตัวเป็น 3.50 ล้านล้านบาทในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า
และหากพิจารณาถึงรายจ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชนจากข้อมูลของ TDRI ระบุว่า ปี 2566 มีมูลค่ารายจ่ายอยู่ที่ 1.52 ล้านล้านบาท โดยอันดับหนึ่งคือ ค่าอาหาร 596,483 ล้านบาท หรือ 34.4% อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และที่อยู่อาศัย 574,438 ล้านบาท หรือ 33.2% และอันดับ 3 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะและการเดินทาง การท่องเที่ยว 163,128 ล้านบาท หรือ 8.4% ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ/การเงิน 89,605 ล้านบาท หรือ 5.2% ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (ของใช้และบริการส่วนตัว) 60,519 ล้านบาท หรือ 3.5% เทคโนโลยีและการสื่อสาร 56,119 ล้านบาท หรือ 3.2% และสุขภาพ 41,907 ล้านบาท หรือ 2.4%
ขณะที่รายจ่ายเพื่อการบริโภคภาครัฐคิดเป็น 6.7 แสนล้านบาท โดยมีแนวโน้มเป็นรายจ่ายด้านสุขภาพถึงร้อยละ 54.0 หรือมากกว่า 3.6 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ปี 2576 แนวโน้มรายจ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชนจะเพิ่มเป็น 2.35 ล้านล้านบาท โดยอันดับหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อที่อยู่อาศัย/ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน 33.7% อันดับ 2 ค่าอาหาร ลดลงเหลือ 31.8% อันดับ 3 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะและการเดินทาง/การท่องเที่ยว 9.0%
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า อนาคตที่จะเกิดขึ้น คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุจะมีศักยภาพและมีโอกาสในการขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์, การปรับปรุงบ้านตามหลัก Universal Design,เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, การสนับสนุนการรวมกลุ่มทำกิจกรรมในชุมชน, บริการรับ-ส่งทัวร์ท่องเที่ยว, บริการช่วง End-of-life, อาหารเฉพาะโรค NCD, อาหารเคี้ยวง่าย, Entertainment platform และบริการ caregiver
ขณะที่ข้อมูลจากหอการค้าไทยระบุว่า เศรษฐกิจสีเงิน เศรษฐกิจสูงวัย จะเป็นโอกาสใหม่จากคนวัยเก่า ที่แม้ว่าไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และสร้างผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยในอนาคต แต่ในอีกมุมคือ จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นในไทยทั้งที่ยังทำงาน และบางส่วนที่เกษียณอายุแล้ว เป็นประตูไปสู่โอกาสทางธุรกิจ
โดยบริษัท Deloitte บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกเปิดเผยผลสำรวจกลุ่มเศรษฐกิจสีเงินของไทยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ตามความมั่งคั่งสุทธิ และการเท่าทันเทคโนโลยี โดยในปี 2566 กลุ่มคนสูงวัยที่ร่ำรวยและเท่าทันเทคโนโลยี มีจำนวน 6.7 แสนคน หรือประมาณ 1% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด มีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ในระหว่างที่กลุ่มที่ยากจนและไม่เท่าทันเทคโนโลยีมีจำนวนถึง 4.5 ล้านคน ประมาณ 6.7% ของประชากรทั้งหมด และในปีเดียวกันมีมูลค่าตลาดเพียง 32.6 พันล้านบาท

และจากรายงานของ สสช. อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้สูงวัยมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 56.3% เติบโตจากไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 53.6% ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตัวเลขของกลุ่มผู้สูงอายุที่เท่าทันเทคโนโลยีจะเติบโตขึ้นในอนาคต โดย Deloitte มองว่าจะมีกลุ่มธุรกิจที่จะเติบโตจากตลาดกลุ่มผู้สูงวัย ได้แก่
1. สุขภาพ ธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ที่เป็นทั้งธุรกิจเปิดใหม่ และการต่อยอดจากธุรกิจบริการที่มีอยู่ในตลาด
2. อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เช่น บ้านพักคนชรา ชุมชนผู้สูงอายุ รวมไปถึงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีการใช้งานเหมาะสมกับผู้สูงอายุ
3. สันทนาการและการพัฒนาตนเอง ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและการศึกษา เช่น การท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงวัย คอร์สอบรมงานฝีมือ และการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ
4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจเกี่ยวกับแก็ดเจ็ต และอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้สูงวัย เช่น อุปกรณ์ติดตามตัว และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับช่วยเหลือผู้สูงอายุ
5. ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ธุรกิจเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย เช่น การจัดทำพินัยกรรม และหนังสือแสดงเจตนาในการรับบริการหรือปฏิเสธการรับบริการทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจต่างๆ จากการเติบโตของตลาดผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง แต่ยังเป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากอัตราการเกิดน้อยลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในหลายมิติ
ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และปรับตัวในการทำธุรกิจและการจัดการทรัพยากรบุคคลให้เอื้อต่อการทำงานสำหรับแรงงานสูงวัย ควบคู่ไปกับภาครัฐที่จะต้องออกนโยบายที่ช่วยเหลือให้คนหนุ่มสาวไทยมีลูกมากขึ้นทั้งทางตรง เช่น นโยบายเงินสนับสนุนการมีลูกคนแรก และทางอ้อมคือ การพิจารณารับผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถมาทำงานและเข้าระบบภาษีในไทยได้
นับจากนี้เราคงได้เห็นธุรกิจในหลายกลุ่มที่พัฒนาและออกบริการใหม่เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคม เมื่อผู้สูงวัยในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเช่นกัน.