12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กับโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพราะบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

“บ้านควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ” คำกล่าวของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร CEO คนใหม่ แห่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM…

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กับโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพราะบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

“บ้านควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ” คำกล่าวของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร CEO คนใหม่ แห่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่กล่าวไว้ในการเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” ที่แม้จะเป็นประโยคสั้นๆ แต่กลับสะท้อนสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

แม้บ้านจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่การจะเป็นเจ้าของบ้านสักหลังกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเท่าใดนัก ซึ่ง ดร.รักษ์ ได้ฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า จากความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ รายได้ที่ไม่แน่นอน อาชีพอิสระ และราคาที่อยู่อาศัยที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึง “บ้าน” ของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ที่ไม่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานและมีรายได้น้อย มักเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าไม่มีศักยภาพทางการเงิน แม้จะมีรายได้จริงและสามารถผ่อนชำระได้ แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

โดยเพนพอยต์ของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ มาจาก รายได้ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีรายได้ประจำเข้าบัญชีทุกเดือน บางครั้งมีงาน 3 เดือนแรกของปี แต่ช่วงกลางปีงานซบเซารายได้ก็หายไป ซึ่งเป็น statement ที่สถาบันการเงินไม่ต้องการ นอกจากนั้น เอกสารยืนยันรายได้ยังไม่ชัดเจน ไม่มีสลิปเงินเดือน ซึ่งบางครั้งยอดเข้าไม่สม่ำเสมอ และแม้มีรายได้จริง แต่กลับถูกมองว่าไม่มีศักยภาพทางการเงิน ไม่สามารถประคองรายได้ได้อย่างสม่ำเสมอในแต่ละช่วงเวลาของปี ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

ทั้งนี้ ผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยของประเทศไทย ไตรมาส 2/2568 จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสูงสุดถึง 70% จากจำนวนการขอสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยที่ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาผู้ซื้อบ้านรายได้น้อยและปานกลางที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แม้มาตรการภาครัฐจะผ่อนคลายเกณฑ์แล้วก็ตาม

“ตัวเลขทางสถิติพบว่า 27% ของคนไทย อยู่ในสถานะ ‘เช่าบ้าน’ เพื่ออยู่อาศัย คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรไทยที่ต้องเช่าบ้านอยู่ เป็นจำนวนไม่น้อยเลยนะครับ อีก 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนแบงก์หรือแบงก์ เพราะประชาชนไทยกว่า 23 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่มีเอกสารด้านการเงิน และ 70% ของยอดขอสินเชื่อถูกปฏิเสธ หลายๆ บทความที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่อยากเช่าบ้านมากกว่า จริงๆ แล้วบทความเหล่านั้นอาจไม่ได้ไปถามเด็กๆ ด้วยซ้ำไปว่า เขาอยากมีหรือไม่อยากมี แต่อาจจะเป็นเพราะราคาของที่อยู่อาศัยที่สูงมากจนเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ มันทำให้บ้านกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนบางกลุ่ม ทั้งที่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานสำหรับทุกคน” ดร.รักษ์ อธิบายเพิ่มเติม

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดินหน้าเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต สร้างโอกาสให้คนที่ไม่มีเงินเดือนประจำและมีรายได้ไม่แน่นอน หรือผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึง “บ้าน” ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย

“เป็นอีกหนึ่งการบ้านที่เราเคยพูดคุยกันมาตั้งแต่เมื่อ 5 เดือนที่แล้วว่า BAM อยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถเติมเต็มความฝันของเขาเองได้ ‘ทรัพย์มหาชน’ BAM ไม่ได้เพิ่งทำ เราเคยทำมาหลายครั้งแล้ว แต่การทำงานในครั้งนั้น เนื่องจากว่าประเทศเราไมได้ประสบวิกฤตดังเช่นทุกวันนี้ วันนั้นยอดการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ไม่เกิน 30% แต่วันนี้ยอดปฏิเสธสินเชื่อของทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท สูงถึง 70% เพราะฉะนั้นมันจะมีอะไรดีไปกว่าการเอาสิ่งที่มีอยู่ในตู้กับข้าวหรืออยู่ในพอร์ตฯ ของ BAM ออกมาทำงานเพื่อชาติอีกครั้งหนึ่ง ในขอบเขตที่เราทำได้ เพราะเรามองว่าบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ”

ปัจจุบัน BAM มีทรัพย์ที่มูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท อยู่ในพอร์ตฯ ราวๆ 15,000 ยูนิต ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดย BAM จะนำทรัพย์ดังกล่าวเข้าสู่โครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต สำหรับกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน กลุ่มอาชีพรับจ้าง ฟรีแลนซ์ คนขับรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ รวมถึงกลุ่มที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเองหรือเช่าอยู่ ให้เข้าถึงสิทธิ์ในการมีบ้านหลังแรกได้จริง

จุดเด่นของโครงการคือ ราคาบ้านจับต้องได้ และสามารถผ่อนชำระกับ BAM ได้โดยตรง ทั้งทรัพย์ประเภท บ้าน ทาวน์เฮาส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจองเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นแค่เดือนละ 500 บาท ระยะเวลานาน 20 ปี ซึ่งในปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3% ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR BAM ตลอดอายุสัญญา และถ้าปิดยอดภายใน 3 ปี ยังฟรีค่าธรรมเนียมการโอนอีกด้วย

“แน่นอนว่าเรามีการทำ KYC เพียงแค่คุณมีสลิปเงินฝากที่สามารถยืนยันว่ามีเงินเข้ามาบ้าง สามารถผ่อนและประคองหนี้ได้ มีรูปถ่ายร้านค้าหรือกิจการของตัวเองก็เพียงพอ ทรัพย์ที่บอกว่าอยู่ในตู้กับข้าวของ BAM มีอะไรบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่ามันต้องเป็นแฟลตเล็กๆ มีสภาพไม่พร้อมใช้งานแน่ๆ แต่จริงๆ แล้ว เรามีหลากหลายแบบ บ้านทุกหลังผ่านการทำความสะอาด ซ่อมแซม แต่งเติม ปรับปรุง ให้มีสภาพพร้อมอยู่ มีอาคารพาณิชย์ที่อาศัยได้ ทำมาค้าขายได้ และอยู่ในทำเลศักยภาพที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ อยากสร้างบ้านเป็นของตัวเอง BAM ก็มีที่ดินเปล่า เรานำทรัพย์ที่ดีที่สุดมาให้กับคนที่อาจจะยังขาดโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพย์เหล่านั้น”

ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสให้คนมีบ้านแล้ว โครงการดังกล่าวย่อมหมายถึงการระบายทรัพย์ที่อยู่ในมือของ BAM เช่นกัน อีกทั้งยังถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของ BAM ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.รักษ์ ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงฐานรากของการบริหาร NPA หรือทรัพย์สินรอการขาย สู่การสร้างมูลค่าและเปิดโอกาสให้กับคนทั่วไปหรือกลุ่มคนเปราะบางได้มีโอกาสเข้าถึงทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ในเฟสแรก BAM จะตัดทรัพย์เข้าร่วมโครงการครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ในพอร์ตฯ หรือประมาณ 7,000 รายการ ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ที่ต้องการมีบ้าน 1,500 ครอบครัว หรือ 4,500 คน ภายในระยะเวลา 6 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท และจะมีการขยายจำนวนทรัพย์ที่เข้าโครงการต่อไปในอนาคต

“ในเฟสแรก เราตั้งใจที่จะช่วยสักประมาณ 1,500 ครอบครัว หรือ 1,500 ยูนิต ใน 6 เดือน เราตั้งใจที่จะระบายทรัพย์เหล่านี้ออกไป แปลว่าคนประมาณ 4,500 คนจะได้รับโอกาสตรงนี้ มันอาจจะไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถขับเคลื่อนโมเมนตัมให้มากไปกว่านี้ได้ในอนาคต” ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ทิ้งท้าย.