“เมโกะ คลินิก” (Meko Clinic) ถือเป็นคลินิกศัลยกรรมยุคแรกๆ ของเมืองไทย ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 โดยนายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ในยุคที่การทำศัลยกรรมยังไม่เป็นที่ยอมรับนักในเมืองไทย และยังไม่เปิดกว้างเหมือนในปัจจุบัน
จากแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ และหนึ่งในทีมแพทย์ของมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว) ทำให้ นพ.มนัส มีโอกาสได้ออกหน่วยให้การรักษาคนไข้ในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง ได้พบเจอเคสของคนไข้หลายๆ คน ที่ประสบอุบัติเหตุและทำให้ใบหน้ามีปัญหาเกิดแผลดึงรั้ง กระทบต่อสภาพจิตใจและการดำเนินชีวิต ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ นพ.มนัส หาวิธีรักษาให้คนไข้กลับมามีใบหน้าที่ดูดีอีกครั้ง
“ผมก็ไปศึกษาตำราที่เกี่ยวกับแผลเป็นและดูว่าที่ไหนเขาทำได้ดี พบว่าที่ญี่ปุ่นเขามีการทำเรื่องนี้ ทำตาสองชั้น ทำจมูก แต่มีแค่ 2 โรงพยาบาลที่ทำด้านศัลยกรรม คือโตเกียวและโอซากา ตอนนั้นญี่ปุ่นมาแรง เกาหลียังไม่มา ผมเลยไปหาวิชาความรู้ที่ญี่ปุ่น เมืองโอซากา ประมาณหนึ่งปี ก่อนที่จะนำความรู้มาเปิดคลินิกศัลยกรรมความงามในชื่อ ‘เมโกะ คลินิก’ ที่เมืองไทยเมื่อปี 2525 โดยเช่าตึกแถวคูหาเดียว มีผมเป็นหมอประจำคลินิกและพยาบาลอีก 3 คนช่วยกันทำ”
แต่ต้องบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะ นพ.มนัสต้องปรับเทคนิคและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและเหมาะกับคนไทย จากศัลยกรรมจมูก ขยายสู่ศัลยกรรมประเภทอื่นๆ ทั้งทำตา และปาก ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 5 ปี เมโกะ คลินิก ถึงจะติดลมบน มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับในลักษณะปากต่อปาก โดยขึ้นชื่อในเรื่องการทำ “ศัลยกรรมจมูก” ที่ถือเป็นเบอร์ต้นๆ ของไทย ทั้งนี้ นพ.มนัสยังถือเป็นหนึ่งในศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเสริมจมูกเป็นจำนวนมากที่สุดในเอเชียอีกด้วย

หลังจากคร่ำหวอดในตลาดศัลยกรรมความงามมานานถึง 4 ทศวรรษ พร้อมๆ กับความนิยมในการทำศัลยกรรมในเมืองไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด “เมโกะ คลินิก” ถึงเวลาพลิกโฉมครั้งใหญ่ ด้วยการผนึกกำลังกับ “โซ เมโกะ คลินิก” ควบรวมธุรกิจสู่การเป็น “โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Meko International Hospital) โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมและความงาม โดยมีบุตรสาวอย่าง ผศ. พญ.แพรมาลา ฉายาวิจิตรศิลป์ (หมอแพร) และ พญ.วรารัตน์ สิริกุตตา (หมอมิว) ลูกสะใภ้ เป็น 2 หัวเรือใหญู่
“หมอมิวเขาเอาจริง ถ้าไม่มีหมอมิวกับหมอแพร ผมอาจจะแผ่วๆ แล้ว หมอมิวเขาพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าเขาไปทำโซ เมโกะ คลินิก ได้สำเร็จ ลูกค้าเขาไม่ใช่แค่คนไทยอย่างเดียว ต่างประเทศก็มาทำ เขาเอาอยู่” นพ.มนัสพูดถึงการส่งไม้ต่อ
ในขณะที่ พญ. วรารัตน์ สิริกุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยถึงการควบรวมธุรกิจในครั้งนี้ว่า หลังจากได้เรียนรู้วิชาต่างๆ จาก นพ.มนัส แล้ว เธอตัดสินใจออกไปเปิด “โซ เมโกะ คลินิก” ในปี 2560 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในด้านศัลยกรรม ในขณะเดียวกัน เมโกะ คลินิก ซึ่งคุณหมอมนัสก็ค่อยๆ วางมือแล้ว แต่มีหมอแพรที่เก่งด้านการดูแลผิวพรรณคอยดูแล จึงมีแผนที่จะพลิกโฉมเปิดเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมความงาม โดยดึงจุดแข็งของ เมโกะ คลินิก และ โซ เมโกะ คลินิก มารวมกัน และรีแบรนด์สู่การเป็นโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยมีผลตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2568
ทั้งนี้ พญ.วรารัตน์ ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ธุรกิจศัลยกรรมและความงามของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนผู้เข้ารับบริการด้านหัตถการและศัลยกรรมความงามที่เพิ่มขึ้น สอดรับกับรายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า มูลค่าตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยในปี 2568 อยู่ที่ราว 7 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวก้าวกระโดดสู่ระดับ 5.2 แสนล้านบาทภายในปี 2573 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 47-48% ต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส Medical Tourism โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y ผู้หญิง และ LGBTQIA+ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลภาพลักษณ์และการมาใช้บริการเวชศาสตร์ความงามเพิ่มขึ้น

“กลุ่มคนอายุน้อยๆ Gen Z เป็นอีกกลุ่มที่เป็นปัจจัยในการเติบโตของศัลยกรรมและความงาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นทำจมูก ทำตา เป็นอันดับต้นๆ อาจจะมีเสริมหน้าอกบ้าง รวมถึงเน้นทำหัตถการที่ไม่ใช่การผ่าตัด สัดส่วนรูปหน้า ส่วนกลุ่ม LGBTQIA+ มักเน้นการปรับรูปหน้าให้ดูหวานละมุนขึ้น แปลงเพศ ปัจจุบันเมโกะยังไม่ได้ไปแตะเรื่องการแปลงเพศแต่อยู่ในแผน ในขณะที่กลุ่มผู้ชายเน้นเรื่องการทำจมูก ซึ่งเมโกะเราเชี่ยวชาญมาก ถ้าเป็นกลุ่มผู้ชายที่เริ่มมีอายุหน่อยก็จะมาทำตา เก็บถุงใต้ตา”
สำหรับประเทศไทยไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยว แต่ยังครองสถานะศูนย์กลางด้านหัตถการและศัลยกรรมความงามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยพบว่า ปัจจุบันคนต่างชาติเดินทางเข้ามาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ เช่น การตรวจสุขภาพ การรักษาเฉพาะทาง หรือการศัลยกรรม มากกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี เนื่องด้วยความเชื่อมั่นด้านทักษะและฝีมือของแพทย์ไทย คลินิกและโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย JCI (Joint Commission International) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนความคุ้มค่าในการรักษา การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาให้บริการ เกิดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ธุรกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ด้วยเหตุและผลนี้ จึงเป็นที่มาของการควบรวมธุรกิจ ระหว่าง “เมโกะ คลินิก” ที่มีความโดดเด่นด้านการดูแลผิวพรรณ ศัลยกรรมความงาม กับ “โซ เมโกะ คลินิก” ที่มีความชำนาญด้านศัลยกรรมจมูก หน้าอก และดึงหน้า การนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มารวมกันและก้าวสู่ “โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Meko International Hospital) ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมและความงาม โดยตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิภาวดีรังสิต เยื้องการบินไทยสำนักงานใหญ่ ด้วยการทุ่มทุนกว่า 1,200 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าสู่การเป็นศูนย์ศัลยกรรมและความงามแห่งเอเชีย
โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2568 ให้บริการศัลยกรรมและความงามที่ครอบคลุมทั้งการดูแลผิวพรรณและศัลยกรรม ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 คน โดยเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม
ด้วยบทพิสูจน์ในธุรกิจแพทย์ความงามของทั้งสองแบรนด์ต้นน้ำ ต่อยอดให้ปัจจุบันโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนลมีฐานลูกค้าราวหนึ่งแสนคน แบ่งสัดส่วนลูกค้าคนไทย 80% ต่างชาติ 20% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน Gen Y จนถึงช่วงอายุประมาณ 65 ปี สัดส่วนการใช้บริการด้านการดูแลผิวพรรณ 35% และบริการด้านศัลยกรรม 65% บริการและหัตถการที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ศัลยกรรมจมูก 40% ศัลยกรรมหน้าอก 20% ศัลยกรรมดูดไขมันและตัดหนังหน้าท้อง 20% ศัลยกรรมดึงหน้า 10% และศัลยกรรมอื่นๆ อีก 10% ตามลำดับ
“จุดแข็งของเมโกะคือเรื่องผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์และตรงใจลูกค้า รวมถึงการบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริการหลังการทำศัลยกรรม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนไข้อาจจะมีความกังวล ไม่แน่ใจ แต่จุดนี้เราเน้นดูแลอย่างต่อเนื่อง ติดตามการรักษา ตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึง 2 ปี เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลูกค้าที่เป็น word of mouth และลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำในหัตถการอื่นๆ เป็นจำนวนมาก” พญ. วรารัตน์ ตอกย้ำถึงจุดแข็งของเมโกะ พร้อมฉายภาพกลุ่มลูกค้าของเมโกะเพิ่มเติมว่า
“กลุ่มลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอินโดนีเซีย จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย เมื่อก่อนกลุ่ม CLMV เยอะ แต่พอมีเหตุความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาก็ลดลง กลุ่มลูกค้าโฟกัสที่ upper to high เราไม่ต้องการขยายไปคลุมลูกค้าทุกเซกเมนต์”

พญ.วรารัตน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในช่วง 3 ปีแรกของการควบรวม จะโฟกัสที่ 3 เรื่องหลักๆ คือ 1. การวางรากฐานการบริการและบริหารที่แข็งแกร่ง 2. เพิ่มการเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา เมโกะมีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นลูกค้าที่เป็นออแกนิก ผ่านการบอกต่อๆ กัน แต่หลังจากนี้เมโกะจะเดินเกมรุกในการทำการตลาดเพื่อดึงกลุ่มต่างชาติเข้ามามากขึ้น และ 3. เน้นการขยายการบริการ เช่น ศัลยกรรมปลูกผม
“ตอนนี้ในกลุ่มศัลยกรรมความงาม เมโกะมีให้บริการครอบคลุมแล้ว แต่การจะเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมความงามแห่งเอเชียได้นั้นต้องมีการบริการที่ครอบคลุมและครบวงจร ดังนั้น ในอนาคตเรามีแผนขยายการให้บริการในกลุ่มศัลยกรรมปลูกผม การแปลงเพศ และส่วนอื่นๆ ที่ส่งเสริมกัน เช่น ทันตกรรม และ wellness โดยใน 5 ปีแรก จะขยายในส่วนของศัลยกรรมปลูกผมกับ Wellness ก่อน”
สำหรับแผนการเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ จะเน้นไปที่ประเทศอินโดนีเซีย จีน และสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซียที่ถือเป็นตลาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาทำจมูกและหน้าอก ยอดใช้จ่ายประมาณ 3 แสนบาทต่อบิล หลังจากนี้เมโกะจะเน้นทำการตลาดเจาะกลุ่มอินโดนีเซียมากขึ้น โดยจะเป็นในลักษณะหาพาร์ตเนอร์ ที่เมโกะสามารถบินไปให้คำปรึกษาลูกค้าที่อินโดนีเซียได้ หลังจากลูกค้าเดินทางมาใช้บริการที่ไทยและเดินทางกลับประเทศแล้ว ก็ยังมีคลินิกหรือโรงพยาบาลที่นั่นรองรับและดูแลได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันเมโกะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 3 แห่ง ได้แก่ เมโกะ คลินิก เซ็นทรัลเวิลด์, เมโกะ คลินิก พระราม 2 และโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล ในปี 2567 ที่ผ่านมา รายได้รวมของทั้ง 2 แบรนด์ (เมโกะ และ โซ เมโกะ) อยู่ที่ 400 กว่าล้านบาท ภายหลังการควบรวมและรีแบรนด์สู่โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล แล้ว เมโกะตั้งเป้ารายได้ในช่วง 3 ปีแรกไว้ที่ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี เพราะถือเป็นระยะแรกของการควบรวมและสร้างรากฐาน หลังผ่านพ้นช่วง 3 ปีแรกแล้วคาดว่าจะสามารถทำรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทได้ใน 5 ปี และก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ของโรงพยาบาลศัลยกรรมและความงามแห่งเอเชียใน 5 ปีเช่นกัน.