28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ไทยยูเนี่ยน พลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเล ด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030

ไทยยูเนี่ยน พลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเล ด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030

p20-21-weekly-tuf-01.jpg

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมอาหารทะเล ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง หลักไมล์สำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ออกมาประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ที่ถือเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทย

สำหรับ SeaChange® 2030 เป็นการต่อยอดจากกลยุทธ์ความยั่งยืนของบริษัทที่ประกาศครั้งแรกในปี 2559 และครั้งนี้ไทยยูเนี่ยนประกาศพันธกิจเพื่อความยั่งยืนทั้งสิ้น 11 ข้อ ที่ครอบคลุมการดูแลทั้งผู้คน (People) และโลก (Planet) ประกอบไปด้วย

1. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยวางเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593

2. การทำประมงอย่างรับผิดชอบ 100% ของอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติจะผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ หรือมาจากโครงการปรับปรุงการประมง โดยขยายขอบเขตการทำงานมากกว่าวัตถุดิบหลักอย่างปลาทูน่าไปยังสัตว์น้ำอื่นๆ

p20-21-weekly-tuf-05.jpg

3. การเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ โดยกุ้งเพาะเลี้ยงทั้งหมด 100% ของบริษัท จะต้องผลิตขึ้นโดยส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการและสภาพการทำงานของอุตสาหกรรมอาหาร

4. การฟื้นฟูระบบนิเวศ ไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนงบประมาณ 250 ล้านบาท (มากกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศ

5. เกษตรกรรมที่มีความรับผิดชอบ 100% ของวัตถุดิบถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มจะได้รับการรับรองว่าปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ส่วนวัตถุดิบไก่จะได้รับการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ

6. กระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ ปรับปรุงระบบภายในโรงงานเพื่อลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ในโรงงานหลักห้าแห่งทั้งในและต่างประเทศ

7. งานที่ปลอดภัย มีคุณค่า และเท่าเทียม เดินหน้าสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า ยอมรับความแตกต่างและหลากหลาย ตั้งเป้า 50% ของผู้บริหารองค์กรเป็นผู้หญิง, 100% ของเรือประมงที่จัดหาวัตถุดิบให้บริษัทจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ไม่มีแรงงานทาสสมัยใหม่ และ 100% ของฟาร์มสัตว์น้ำที่จัดหาวัตถุดิบให้บริษัทจะต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านแรงงาน

8. การลดขยะพลาสติกในทะเล ตั้งเป้าจัดการขยะพลาสติก 1,500 ตัน ไม่ให้ปนเปื้อนสู่แม่น้ำลำคลองและทะเล

9. โภชนาการและสุขภาพ โดย 100% ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิห้อง (เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง) ภายใต้แบรนด์ของบริษัทจะต้องยึดตามแนวทางด้านโภชนาการ และ 100% ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิห้องที่ออกใหม่ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ของบริษัท จะต้องส่งเสริมโภชนาการเชิงบวกเพื่อสุขภาพที่ดี

10. บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์สินค้าของบริษัท 100% จะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนภายในปี 2568 และไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผลิตให้กับคู่ค้าอย่างน้อย 60% ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน

11. การเป็นพลเมืองดีของสังคม ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 250 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจ รวมถึงงานบรรเทาสาธารณภัยในช่วงเวลาวิกฤต

p20-21-weekly-tuf-06.jpg

หลังจากการประกาศกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ในครั้งนั้น ดูเหมือนว่าเราจะได้เห็นความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนออกมาให้เห็นเป็นระยะเพื่อให้บรรลุตามพันธกิจทั้ง 11 ข้อ เริ่มด้วยการประกาศความสำเร็จของโครงการนำร่องลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ (Zero Wastewater Discharge) ที่ตั้งอยู่ ณ โรงงานไทยยูเนี่ยน สำนักงานใหญ่ จังหวัดสมุทรสาคร

อีกทั้งยังเป็นเอกชนรายแรกในอุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุน Blue Finance จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) วงเงินรวม 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 5,000 ล้านบาท และนับเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของภาคการเงินที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture) โดยวงเงินกู้ดังกล่าวไทยยูเนี่ยนจะนำไปใช้ในการยกระดับการจัดซื้อวัตถุดิบกุ้งที่เพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และยังได้เปิดตัว “โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มกุ้ง” (Lower Carbon Shrimp Program) ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตกุ้ง ในขอบเขตที่ 3

ล่าสุดยังเดินหน้าแคมเปญเนื่องในวันเก็บขยะชายหาดสากล (International Coastal Cleanup Day) จัดกิจกรรมเก็บขยะในพื้นที่ป่าชายเลน ณ ศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาชัยฝั่งตะวันออก ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามพันธกิจในการลดขยะพลาสติกในทะเล โดยมี ปัญจพร คู่สามารถ Head of Corporate Communications และพรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นหัวเรือใหญ่

p20-21-weekly-tuf-04.jpg

ปัญจพรให้ข้อมูลไว้ว่า “ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่ปล่อยขยะลงทะเลมากที่สุด ซึ่งหนึ่งในพันธกิจสำคัญของไทยยูเนี่ยนคือการดูแลทะเล โปรเจกต์นี้เป็น Global Campaign ที่ทำมาแล้ว 3 ปี ใน 11 ประเทศ 4 ทวีป ไม่ใช่แค่ในไทย แต่ในทุกประเทศที่ไทยยูเนี่ยนเข้าไปทำธุรกิจ เพื่อลดขยะทะเล 3 ปีที่ผ่านมาเราเก็บขยะทะเลไปได้แล้ว 436 ตัน จากเป้าหมายทั้งหมด 1,500 ตัน ภายในปี 2030”

โดยปีนี้เป็นปีที่มีประเทศเข้าร่วมมากที่สุดคือ 11 ประเทศ 4 ทวีป ประกอบด้วย ไทย, สหรัฐอเมริกา, กานา, เซเชลส์, สหราชอาณาจักร, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, โปแลนด์ ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนมีโรงงานทั้งสิ้น 26 โรงงาน ใน 15 ประเทศ 4 ทวีป

“ในต่างประเทศจะเป็นรูปแบบในการเก็บขยะเหมือนกัน แต่ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นๆ บางพื้นที่เป็นชายทะเลจริงๆ บางพื้นที่เป็นริมแม่น้ำลำคลอง หรือรอบๆ โรงงาน แต่หลักๆ ของไทยเป็นป่าชายเลน เราเลือกปักหมุดจังหวัดสมุทรสาคร เพราะเป็นที่ตั้งของโรงงานไทยยูเนี่ยน เลยสนับสนุนตรงนี้ก่อน แล้วค่อยขยายไปที่สงขลาในปีนี้”

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 200 คน โดยสามารถเก็บขยะได้ทั้งสิ้น 755 กิโลกรัม แบ่งออกเป็นขยะพลาสติก เช่น ขวดน้ำ และถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวดแก้ว และหลอดไฟ ทั้งนี้ ขยะที่เก็บได้จะถูกคัดแยกและจดบันทึกโดยเหล่าอาสาสมัครจากไทยยูเนี่ยนตามแนวทางของ International Coastal Cleanup (ICC) อันเป็นมาตรฐานสากลในการเก็บข้อมูลขยะทะเล ขยะที่สามารถรีไซเคิลได้และคัดแยกแล้ว จะนำไปแปรรูปโดย วงษ์พาณิชย์ อำเภอบ้านแพ้ว พันธมิตรคนสำคัญ ส่วนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องนำไปแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิง

p20-21-weekly-tuf-02.jpg

ไม่เพียงเท่านั้นปีนี้ไทยยูเนี่ยนยังปฏิบัติการเชิงรุก ด้วยการจับมือกับพันธมิตรเดินหน้าจัดการขยะให้กว้างขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้า 1,500 ตันที่วางไว้

“เรามีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรที่ทำงานเกี่ยวกับการเก็บขยะพลาสติก เพราะการใช้คนเก็บขยะแต่ละครั้งมันได้ไม่เยอะ รายแรกที่เราร่วมมือด้วยคือ องค์กร Second Life ที่เขาว่าจ้างบุคคลในท้องที่ แรงงานท้องถิ่น คนว่างงานมาเก็บขยะ พื้นที่ปฏิบัติการอยู่ที่ระนอง กระบี่ พังงา ไทยยูเนี่ยนสนับสนุนตั้งแต่ปีที่แล้วเก็บได้ 100 กว่าตัน ปีนี้เป็นปีที่สอง เป้าหมายคือเพื่อเก็บขยะให้ได้ปีละ 220 ตัน” พรภัสรา เอกกุล เปิดเผย

นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เซเว่น คลีน ซีส์ (Seven Clean Sea) สนับสนุนการดำเนินงานเรือเก็บขยะจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ HIPPO (High Impact Plastic Pollution remOvel) ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณวัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดักจับขยะในแม่น้ำ ลดการออกสู่ท้องทะเล

และพันธมิตรใหม่ล่าสุดอย่าง Aerial Recon & Recovery Initiative (ARRI) ในการเก็บขยะที่เป็นอุปกรณ์ประมงผีที่หลุดลอดและถูกทิ้งลงสู่ทะเล โดยใช้โดรนและ AI ในการชี้จุด พื้นที่ปฏิบัติการอยู่ที่เกาะพะงัน รัศมีรอบเกาะ 12 ตารางกิโลเมตร ซึ่งไทยยูเนี่ยนเป็นองค์กรแรกที่เข้าไปสนับสนุน

p20-21-weekly-tuf-03.jpg

ถ้าเจาะความคืบหน้าด้านความยั่งยืนในปีที่ผ่านมาของไทยยูเนี่ยน พบว่ามีความคืบหน้าที่น่าสนใจ อาทิ 98.9% ของปริมาณปลาทูน่าทั้งหมดที่บริษัทจัดซื้อ มาจากแหล่งประมงที่ผ่านการรับรองและการประเมินผลตามมาตรฐานจาก MSC หรือโครงการพัฒนาการประมง (Fishery Improvement Program; FIPs) ซึ่งเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2566, ตรวจสอบ on-the-water monitoring ในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าได้ถึง 97% โดยคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 100% ได้ภายในปี  2568, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 21%, โรงงานและศูนย์กระจายสินค้าของไทยยูเนี่ยนจำนวน 23 แห่งจากทั้งหมด 32 แห่ง สามารถบรรลุเป้าหมายเรื่องการทำขยะฝังกลบเป็นศูนย์ในปี 2567 และลดปริมาณขยะพลาสติกในแม่น้ำและมหาสมุทรได้ 234 ตัน

อย่างไรก็ตาม แม้การดำเนินพันธกิจทั้ง 11 ข้อ จะคืบหน้าไปอย่างน่าพอใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ อย่างการลดก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยูเนี่ยนตั้งใจไปให้ถึง เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลและสร้างความยั่งยืนให้กับโลก.