ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา แวดวงอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมมีข่าวใหญ่ซึ่งเรียกความสนใจจากตลาดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อบริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ที่เกิดจากการร่วมทุนของ 3 ยักษ์ใหญ่ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมของไทย นำโดยบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ผนึกกำลังกับบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด หรือ เอเชีย อินดัสเตรียล เอสเตท (ของ ชาลี โสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพ) เปิดตัวโครงการ “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” (ARAYA-The Eastern Gateway) เมืองอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าโครงการกว่า 2 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่ 4,631 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ผืนท้ายๆ ของถนนบางนา-ตราด
หลังผ่านมาร่วม 7 เดือนนับจากการเปิดตัวครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ล่าสุด บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ออกมาเผยความคืบหน้าของโครงการ “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง เพื่อตอกย้ำและเรียกความเชื่อมั่นว่า “อารยะ” มาจริงและพร้อมเดินหน้าต่อ
“อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” เปิดตัวมาในฐานะ “The First Industrial Tech Ecosystem in Thailand” หรือระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม S-Curve ตัวโครงการครอบคลุมพื้นที่ 4,631 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ใกล้กรุงเทพฯ เพราะสามารถเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ CBD, ท่าเรือ, สนามบินสุวรรณภูมิ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้อย่างสะดวก พร้อมรองรับการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ เป็นมากกว่านิคมอุตสาหกรรม
กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ เป็นการขยายขอบเขตการเป็น “นิคมอุตสาหกรรม” เพราะภายในโครงการไม่ได้เพียงแค่จัดสรรพื้นที่เพื่อตอบโจทย์เรื่องธุรกิจ อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ เท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบวงจร ทั้งร้านอาหาร ร้านค้ารีเทล โซนที่อยู่อาศัยสำหรับบุคลากร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยพร้อมดึงดูดบริษัทและนักลงทุนในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ มีการดำเนินงานที่คืบหน้าและเป็นไปตามแผนที่วางไว้
“อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ คือระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย เราไม่ได้เพียงพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ แต่เรากำลังสร้างระบบนิเวศเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทย เป็นเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ภายใต้แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาขององค์ประกอบสำคัญต่างๆ ภายในโครงการ ทั้งแคมปัสอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี, พื้นที่โลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรมอารยะ โซนไลฟ์สไตล์และบริการ ที่อยู่อาศัย แบบครบถ้วนในที่เดียว เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

กมลกาญจน์ฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นว่า ภายในโครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ แบ่งการจัดสรรพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ภายใต้แนวคิด “Industrial Tech Ecosystem” หรือ ระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ครอบคลุมเนื้อที่ 7,409,600 ตร.ม. ประกอบไปด้วย
1. Industrial Tech Campus มีการออกแบบพื้นที่ให้เป็นแคมปัสของบริษัทยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา และศูนย์ข้อมูล (Data Centre) โดยเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2. Logistics Park พื้นที่สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า ด้วยทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งได้อย่างสะดวก จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีพื้นที่ราวๆ 50-60 ไร่ ซึ่งกลุ่มเฟรเซอร์สจะเข้ามาบริหาร คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569
3. ARAYA Industrial Estate (นิคมอุตสาหกรรมอารยะ) พื้นที่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และตั้งอยู่ในพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนต่างๆ ตามนโยบายของภาครัฐ
4. Lifestyle & Amenities พื้นที่รีเทล ไลฟ์สไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของโครงการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ทำงานและอยู่อาศัยในโครงการ
5. Community Services Centre ศูนย์กลางในการให้บริการชุมชน และช่วยเหลือลูกค้าของโครงการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สวนสาธารณะ ลู่วิ่ง และสนามฟุตซอล
6. Residential Project เตรียมจัดสรรพื้นที่สำหรับพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหาร ที่ทำงานในโครงการ และลูกค้าภายนอก ซึ่งทางฝั่งเฟรเซอร์สจะเป็นผู้ดำเนินงาน คาดว่าน่าจะได้เห็นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

จับมือพันธมิตรเสริมแกร่งโครงการ พร้อมดึงลูกค้ารายใหญ่
โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการประกาศเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ครอบคลุมพื้นที่โครงการที่ประกาศแล้วประมาณ 1,891 ไร่
อีกทั้งยังได้จับมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภายในโครงการ ทั้งกลุ่ม ปตท. (PTT Group) ในการให้บริการโซลูชันด้านพลังงานผ่านการใช้ก๊าซธรรมชาติ และพันธมิตรรายใหญ่อย่าง เอไอเอส (AIS) มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและเครือข่ายดิจิทัลด้วยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (5G/Fiber Optic) เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ รวมถึงการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ที่ให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าทั้งในระบบ 115kV และ 24kV อย่างเสถียร เพื่อรองรับการดำเนินงานภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ซึ่งกมลกาญจน์ย้ำว่า ไม่ใช่ทุกนิคมฯ ที่จะสามารถให้บริการไฟฟ้าได้ทั้ง 2 ระบบ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งด้านสาธารณูปโภคของโครงการอารยะฯ
ไม่เพียงเท่านั้น อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ยังเสริมจุดแข็งขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับสู่การเป็น “นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate)” แห่งแรกของประเทศไทย โดยพัฒนาโครงการภายใต้องค์ประกอบหลัก 7 ด้าน ได้แก่ Smart Facilities, Smart IT, Smart Energy, Smart Economy, Smart Governance, Smart Living และ Smart Workforce ผ่าน One-Stop Service Platform เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการพื้นที่และทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของระบบต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งนี่จะเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ใช้ดึงดูดนักลงทุนในอนาคต

ทั้งนี้ มีการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 เฟส ในเฟสแรก มีการก่อสร้างถนน 6 เลน (ด้านละ 3 เลน) ซึ่งเป็นถนนสายหลักเข้าโครงการไปแล้วมากกว่า 50% และจะเริ่มทำถนนเส้นรองต่างๆ โดยคาดว่าปลายปี 2569 จะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่างๆ ได้ครบ ซึ่งในเฟสแรกมีพื้นที่ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมสำหรับการขายราวๆ 1,444 ไร่ นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่สำหรับทำโซลาร์ฟาร์มส่วนหนึ่ง เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับลูกค้าในโครงการในอนาคต และถ้าเฟสแรกเป็นไปด้วยดีจะนำพื้นที่ที่เหลือมาพัฒนาในเฟส 2 ทั้งหมด
จากศักยภาพด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และแนวคิดการพัฒนา ทำให้ปัจจุบันอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ สามารถดึงลูกค้ารายใหญ่มาไว้ในมือเป็นที่เรียบร้อย ที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้วและเปิดเผยรายชื่อได้ อย่างเช่น บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (IFMT) ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และผู้ค้าปลีกรายใหญ่ระดับภูมิภาค มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (ประเทศไทย) - MR. D.I.Y. ซึ่งทั้ง 2 บริษัทถือเป็นองค์กรขนาดใหญ่ และต้องการพื้นที่ราวๆ 100 ไร่ต่อราย อันเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของอารยะฯ

ไม่เพียงลูกค้า 2 รายใหญ่นี้เท่านั้น ยังมีผู้สนใจที่อยู่ในขั้นตอนการเจรจาอีก 2-3 ราย ซึ่งล้วนเป็นรายใหญ่ทั้งสิ้น มีตั้งแต่ โลจิสติกส์พาร์ค, เซมิคอนดักเตอร์ และกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์
“คาแรกเตอร์ของโครงการนี้ไม่เหมือนที่อื่น เพราะเราขายล็อตใหญ่ ลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ขนาด 50-100 ไร่ ที่อื่นเขาอาจขายกัน 3-10 ไร่ แต่เราต้องการลูกค้าที่ต้องการมาอยู่กับเรายาวๆ 20-30 ปี และมาพร้อมซัปพลายเชนของเขา เพราะอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่อุตสาหกรรม แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมไทย เราเชื่อมั่นในบทบาทของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เชื่อมต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่เทคโนโลยีขั้นสูงไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน และพร้อมเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนที่มองไกลกว่าความสำเร็จระยะสั้น”
โดยโครงการฯ จะเริ่มโอนที่ดินให้ลูกค้าล็อตแรกต้นปี 2569 ส่วนเป้าของปีนี้ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ตั้งเป้าขายพื้นที่ไว้ราวๆ 300-400 ไร่ ซึ่งถ้าดูจากลูกค้ารายใหญ่ทั้ง 2 เจ้าข้างต้น บวกกับที่ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะสามารถปิดการขายได้แล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับอารยะฯ ที่จะบรรลุเป้าที่วางไว้ได้.