ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปี 2535 เพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นอีกหนึ่งช่องทางขายสำหรับธุรกิจ ในช่วงแรกมีเครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มแบบชง เช่น กาแฟร้อน-เย็น ชา น้ำอัดลม เครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มบรรจุขวด เช่น น้ำเปล่า นมกล่อง น้ำผลไม้ และเครื่องจำหน่ายขนมขบเคี้ยว
และจุดที่นิยมตั้งเครื่องคือ แหล่งชุมชน ออฟฟิศสำนักงาน โรงเรียน หอพัก แต่เครื่องรุ่นเก่าจะรับเฉพาะเหรียญเท่านั้น นั่นทำให้เสียโอกาสจากลูกค้าที่ไม่มีเหรียญ
ในอดีตเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติอาจไม่ได้รับความนิยมมากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราคาสินค้าที่จำหน่ายในตู้มีราคาสูงกว่าหน้าร้านเล็กน้อย และจำนวนตู้ยังไม่มากนัก ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติกลายเป็นธุรกิจดาวรุ่งและสามารถทำเงินได้อย่างมหาศาล
จากบทวิเคราะห์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย เข้าถึงสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย

ปัจจุบันมีนิติบุคคลประกอบธุรกิจ 760 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 5,962 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กจำนวน 724 ราย หรือประมาณ 95% ทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท รองลงมาคือ ธุรกิจขนาดกลาง จำนวน 30 ราย คิดเป็น 3.95% ทุนจดทะเบียน 2,303 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 6 ราย คิดเป็น 0.79% ทุนจดทะเบียน 1,860 ล้านบาท ในปี 2567 มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 86 ราย เพิ่มขึ้น 31 ราย คิดเป็น 56.36% จากปี 2566 ทุนจดทะเบียน 91.36 ล้านบาท และ 7 เดือนแรกของปี 2568 จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 13 ราย ทุนจดทะเบียน 15.56 ล้านบาท
ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ อย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ผู้ประกอบการมักเลือกทำเลที่ติดตั้งตู้จำหน่ายฯ อยู่ในบริเวณที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน คอนโดมิเนียม ปั๊มน้ำมัน สถานีรถไฟฟ้า และโรงพยาบาล
ขณะที่เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าผ่านตู้จำหน่ายอัตโนมัติคือ ความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา มีสินค้าที่พร้อมจำหน่ายได้ทันที ง่ายต่อการพบเห็นและมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย โดยลูกค้าสามารถเลือกช่องทางการจ่ายเงินผ่าน QR Code มากที่สุด และเงินสดรองลงมา ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดของไทยอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังระบุอีกว่า การลงทุนจากต่างประเทศมีมูลค่ารวมกว่า 619 ล้านบาท คิดเป็น 10.38% ของการลงทุนทั้งหมดในธุรกิจนี้ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดใน 3 อันดับคือ ฮ่องกง ลงทุน 455 ล้านบาท หมู่เกาะเคย์แมน ลงทุน 76ล้านบาท และออสเตรีย ลงทุน 27 ล้านบาท
ผลประกอบการของธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในปี 2566 มีรายได้ 7,538 ล้านบาท สามารถสร้างกำไรได้สูงสุดในรอบ 3 ปี (2565-2567) อยู่ที่ 975 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 สามารถสร้างรายได้ถึง 10,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.74% จากปี 2566 สะท้อนศักยภาพและความต้องการที่ขยายตัวอย่างชัดเจน
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เพราะรูปแบบการลงทุนที่มีได้หลากหลาย ทั้งสามารถลงทุนได้ด้วยตัวเอง ผ่านแฟรนไชส์ เช่าเครื่อง หรือร่วมลงทุน ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น การเข้าถึงเทคโนโลยีการชำระเงินแบบไร้เงินสด ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

ที่สำคัญนี่เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง มีต้นทุนแค่ค่าเช่าพื้นที่ค่าไฟ และไม่ต้องจ้างพนักงาน ในขณะที่สามารถสร้างรายได้ 24 ชั่วโมง นอกจากตู้จำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม กระแสความนิยมอาร์ตทอยในปัจจุบันทำให้มีตู้จำหน่ายสินค้าประเภทนี้มากขึ้น ซึ่งใช้เงินลงทุนสำหรับการซื้อตู้ประมาณ 120,000 บาท หรือเช่าเริ่มต้นเดือนละ 5,000 บาท ระยะเวลาการคืนทุนขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งตู้จำหน่ายฯ หากอยู่ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟฟ้า
ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค เป็นช่องทางสำคัญให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และยังสามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ใหม่ได้หลากหลาย
นอกจากนี้ สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบชำระเงินดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค มาเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตู้จำหน่ายฯ จะเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม แต่ผู้ประกอบการยังจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า และให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า การสร้างระบบสมาชิกเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ รวมถึงการทำโปรโมชัน น่าจะยิ่งเสริมให้ตู้จำหน่ายฯ ยังคงเป็นที่ต้องการ เพราะนี่เป็นข้อจำกัดหากเทียบกับการจำหน่ายสินค้าผ่านหน้าร้านแบบปกติ.