12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

สราวุฒิ อยู่วิทยา ‘Sustainable Growth’ ไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือทางรอด

“ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกในปัจจุบัน การทำแบบเดิม แผนงานแบบเดิม มันไม่ตอบโจทย์แล้ว แต่การโตแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Growth คือสิ่งที่โลกต้องการ”…

สราวุฒิ อยู่วิทยา ‘Sustainable Growth’ ไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือทางรอด

“ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกในปัจจุบัน การทำแบบเดิม แผนงานแบบเดิม มันไม่ตอบโจทย์แล้ว แต่การโตแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Growth คือสิ่งที่โลกต้องการ” นี่คือส่วนหนึ่งของการพูดคุยในงาน TCP Sustainability Forum 2025: Sustainable Growth The Future of Growth ที่กลุ่มธุรกิจ TCP จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและก้าวข้ามความท้าทาย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอย่างชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน ที่ 2.8% และคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะขยายตัวที่ 2% ในขณะที่ความไม่แน่นอนก็ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ วิกฤตโลกร้อนที่ยังไร้ซึ่งทางออก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ทวีความรุนแรง ไปจนถึงความกังวลของแรงงานทั่วโลกที่เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจทุกขนาดเริ่มหันมาตั้งคำถามว่า “เราจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้อย่างไร?”

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่หนักหน่วง มีเรื่องต่างๆ ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้ธุรกิจถูกดิสรัปต์ โลกกำลังบอกเราว่า การเติบโตแบบเดิมไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วทางตัวเลข แต่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม อาจทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไปต้องแบกรับ ดังนั้น นี่คือช่วงเวลาแห่งการปรับสมดุลและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตรูปแบบเดิมไปเป็นการเติบโตแบบ ‘Sustainable Growth’ หรือการเติบที่ยั่งยืน ซึ่งกลุ่มธุรกิจ TCP เชื่อว่า Sustainable Growth ไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่คือหนทางที่จะพาเราก้าวข้ามวิกฤต เป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา TCP ได้บูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการทรัพยากร และการมีส่วนร่วมกับชุมชน”

ในฐานะผู้นำองค์กรของกลุ่มธุรกิจ TCP สราวุฒิมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาของการปรับสมดุล โดยการประเมินสิ่งที่มีและคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งมี 2 แนวทาง ได้แก่ 1. การปรับสมดุล (Rebalancing) ประเมินและทบทวน เพื่อโฟกัสและจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 2. การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Reinvention) โดยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน วิธีคิด ช่องทางการจำหน่าย และปรับรูปแบบธุรกิจให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP เองก็ได้ทำการประเมินและทบทวนจัดลำดับความสำคัญของงาน และหาโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จนได้ออกมาเป็นกลยุทธ์ “Sustainable Growth” ตามที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ EESG (Economic, Environment, Social, Governance)

“เรื่องความยั่งยืน TCP เราเน้นมาตลอด ตั้งแต่สมัยคุณพ่อด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าปีนี้มันเป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในโลกเยอะมาก มันดิสรัปต์กันไปหมด แล้วก็ทำให้ GDP ทุกประเทศมันสาหัสกันหมด เป็นจุดที่เราต้องมานั่งคิดกันว่า ต่อไปเราจะเติบโตอย่างไร ซึ่งความยั่งยืนมันต้องเริ่มต้นว่าตัวเราเองก็ต้องยั่งยืนด้วย จึงเติมตัว E ที่เป็น Economic เพิ่มเข้าไป ยั่งยืนแล้วธุรกิจต้องอยู่รอดด้วย”

โดยกลยุทธ์สร้างการเติบโตแบบ “Sustainable Growth” ที่กลุ่ม TCP วางไว้จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่

1. การขยายการเติบโตอย่างหลากหลาย (Growth Diversification) ผ่านการศึกษา วิเคราะห์แนวโน้มการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในอีก 5 ปีข้างหน้าคาดว่าตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องดื่มให้พลังงานที่เติบโตถึง 11.36 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกก็กำลังพูดถึงเครื่องดื่มและอาหารในแง่มุมของสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งสราวุฒิมองว่านวัตกรรมและ AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ที่มันถาโถมมาหมด วันนี้ทุกคนเห็นตรงกันว่า การคาดการณ์อนาคตไปไกลๆ ท่าจะยาก ที่ดีที่สุดคือ วันนี้ทำยังไงก็ได้ให้มันลดความเสี่ยง ในมุมของเราคือ Diversification หรือการสร้างความหลากหลาย ทำให้ผลิตภัณฑ์ในพอร์ตฯ มีความหลากหลายมากกว่านี้ เพื่อตอบโจทย์คนหลายๆ กลุ่ม ไม่ใช่แค่กระทิงแดงตัวเดียว หรือ energy drink อย่างเดียว ในส่วนของตลาดหรือโลเคชันที่เราไปเปิดก็ให้มันมีความหลากหลายมากขึ้น อยู่ในหลายๆ ประเทศ หรืออาจไปอยู่ในประเทศที่ไกลเรามากขึ้น อันนี้จะลดความเสี่ยงได้แน่ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันปิดความเสี่ยงได้ไม่หมด”

ปัจจุบัน Energy Drink หรือเครื่องดื่มให้พลังงานยังคงเป็นพอร์ตฯ ใหญ่ของ TCP ด้วยสัดส่วนประมาณ 80-85% แต่ภายในระยะเวลา 5 ปีหลังจากนี้ TCP จะค่อยๆ ปรับพอร์ตฯ โดยเพิ่มในส่วนของ Functional Drink มากขึ้น และจะเน้นตลาดต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตมากกว่าทั้งด้านจำนวนประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากปัจจุบันสัดส่วนตลาดในไทยและต่างประเทศอยู่ที่ 70:30 แต่ใน 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนตลาดไทยกับต่างประเทศจะสลับข้างกัน

2. ยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน (Operational Efficiency & Competitive Excellence) ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาเสริมทั้งกระบวนการดำเนินธุรกิจและการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ซึ่งสราวุฒิมองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้อย่างแน่นอนคือ การที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน TCP จึงได้ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กรและนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินงาน เช่น ร่วมมือกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ในการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ พัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการผลิต, การทำ Smart Manufacturing ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นราวๆ 20% รวมถึงการลงทุนพัฒนา AI รวมกับ Microsoft เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือแม้กระทั่งการทำ Marketing Excellence อย่าง The 14th Red Bull Desert Adventure, Red Bull Skate Park ที่ไม่เพียงเป็นการขายของ แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย

3. การสร้างรากฐานเพื่ออนาคต (Future-Ready Foundation) กลยุทธ์นี้เน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาคน เช่น สร้างองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญภายในองค์กรในด้านต่างๆ เช่น AI, Digital, Innovation และ Analytics และการปลูกฝังแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอองค์กร เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นรากฐานของการเติบโตในระยะยาว

โดยสราวุฒิเชื่อว่าด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและพาธุรกิจก้าวข้ามวิกฤตไปได้ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า “สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ‘Sustainable Growth’ คือ กลยุทธ์และแนวคิดสำคัญ ที่เราเลือกที่จะขับเคลื่อนธุรกิจในวันนี้และในอนาคต เพราะเชื่อว่านี่เป็นเส้นทางเดียวสู่การเติบโตอย่างแท้จริง ที่ทำให้เราสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีขึ้น ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายขอบเขตงานด้านความยั่งยืนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต”

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ไว้ในปี 2050 โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน 4 ด้าน คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเลิศ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่ง ณ ปัจจุบันถือว่าคืบหน้าไปตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้แล้ว 100%.