“ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกในปัจจุบัน การทำแบบเดิม แผนงานแบบเดิม มันไม่ตอบโจทย์แล้ว แต่การโตแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Growth คือสิ่งที่โลกต้องการ” นี่คือส่วนหนึ่งของการพูดคุยในงาน TCP Sustainability Forum 2025: Sustainable Growth The Future of Growth ที่กลุ่มธุรกิจ TCP จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและก้าวข้ามความท้าทาย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอย่างชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน ที่ 2.8% และคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะขยายตัวที่ 2% ในขณะที่ความไม่แน่นอนก็ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ วิกฤตโลกร้อนที่ยังไร้ซึ่งทางออก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ทวีความรุนแรง ไปจนถึงความกังวลของแรงงานทั่วโลกที่เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจทุกขนาดเริ่มหันมาตั้งคำถามว่า “เราจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้อย่างไร?”
สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่หนักหน่วง มีเรื่องต่างๆ ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้ธุรกิจถูกดิสรัปต์ โลกกำลังบอกเราว่า การเติบโตแบบเดิมไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วทางตัวเลข แต่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม อาจทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไปต้องแบกรับ ดังนั้น นี่คือช่วงเวลาแห่งการปรับสมดุลและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตรูปแบบเดิมไปเป็นการเติบโตแบบ ‘Sustainable Growth’ หรือการเติบที่ยั่งยืน ซึ่งกลุ่มธุรกิจ TCP เชื่อว่า Sustainable Growth ไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่คือหนทางที่จะพาเราก้าวข้ามวิกฤต เป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา TCP ได้บูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการทรัพยากร และการมีส่วนร่วมกับชุมชน”
ในฐานะผู้นำองค์กรของกลุ่มธุรกิจ TCP สราวุฒิมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาของการปรับสมดุล โดยการประเมินสิ่งที่มีและคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งมี 2 แนวทาง ได้แก่ 1. การปรับสมดุล (Rebalancing) ประเมินและทบทวน เพื่อโฟกัสและจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 2. การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Reinvention) โดยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน วิธีคิด ช่องทางการจำหน่าย และปรับรูปแบบธุรกิจให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น
สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP เองก็ได้ทำการประเมินและทบทวนจัดลำดับความสำคัญของงาน และหาโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จนได้ออกมาเป็นกลยุทธ์ “Sustainable Growth” ตามที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ EESG (Economic, Environment, Social, Governance)
“เรื่องความยั่งยืน TCP เราเน้นมาตลอด ตั้งแต่สมัยคุณพ่อด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าปีนี้มันเป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในโลกเยอะมาก มันดิสรัปต์กันไปหมด แล้วก็ทำให้ GDP ทุกประเทศมันสาหัสกันหมด เป็นจุดที่เราต้องมานั่งคิดกันว่า ต่อไปเราจะเติบโตอย่างไร ซึ่งความยั่งยืนมันต้องเริ่มต้นว่าตัวเราเองก็ต้องยั่งยืนด้วย จึงเติมตัว E ที่เป็น Economic เพิ่มเข้าไป ยั่งยืนแล้วธุรกิจต้องอยู่รอดด้วย”

โดยกลยุทธ์สร้างการเติบโตแบบ “Sustainable Growth” ที่กลุ่ม TCP วางไว้จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
1. การขยายการเติบโตอย่างหลากหลาย (Growth Diversification) ผ่านการศึกษา วิเคราะห์แนวโน้มการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในอีก 5 ปีข้างหน้าคาดว่าตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องดื่มให้พลังงานที่เติบโตถึง 11.36 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกก็กำลังพูดถึงเครื่องดื่มและอาหารในแง่มุมของสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งสราวุฒิมองว่านวัตกรรมและ AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร
“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ที่มันถาโถมมาหมด วันนี้ทุกคนเห็นตรงกันว่า การคาดการณ์อนาคตไปไกลๆ ท่าจะยาก ที่ดีที่สุดคือ วันนี้ทำยังไงก็ได้ให้มันลดความเสี่ยง ในมุมของเราคือ Diversification หรือการสร้างความหลากหลาย ทำให้ผลิตภัณฑ์ในพอร์ตฯ มีความหลากหลายมากกว่านี้ เพื่อตอบโจทย์คนหลายๆ กลุ่ม ไม่ใช่แค่กระทิงแดงตัวเดียว หรือ energy drink อย่างเดียว ในส่วนของตลาดหรือโลเคชันที่เราไปเปิดก็ให้มันมีความหลากหลายมากขึ้น อยู่ในหลายๆ ประเทศ หรืออาจไปอยู่ในประเทศที่ไกลเรามากขึ้น อันนี้จะลดความเสี่ยงได้แน่ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันปิดความเสี่ยงได้ไม่หมด”
ปัจจุบัน Energy Drink หรือเครื่องดื่มให้พลังงานยังคงเป็นพอร์ตฯ ใหญ่ของ TCP ด้วยสัดส่วนประมาณ 80-85% แต่ภายในระยะเวลา 5 ปีหลังจากนี้ TCP จะค่อยๆ ปรับพอร์ตฯ โดยเพิ่มในส่วนของ Functional Drink มากขึ้น และจะเน้นตลาดต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตมากกว่าทั้งด้านจำนวนประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากปัจจุบันสัดส่วนตลาดในไทยและต่างประเทศอยู่ที่ 70:30 แต่ใน 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนตลาดไทยกับต่างประเทศจะสลับข้างกัน
2. ยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน (Operational Efficiency & Competitive Excellence) ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาเสริมทั้งกระบวนการดำเนินธุรกิจและการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ซึ่งสราวุฒิมองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้อย่างแน่นอนคือ การที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน TCP จึงได้ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กรและนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินงาน เช่น ร่วมมือกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ในการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ พัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการผลิต, การทำ Smart Manufacturing ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นราวๆ 20% รวมถึงการลงทุนพัฒนา AI รวมกับ Microsoft เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือแม้กระทั่งการทำ Marketing Excellence อย่าง The 14th Red Bull Desert Adventure, Red Bull Skate Park ที่ไม่เพียงเป็นการขายของ แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย
3. การสร้างรากฐานเพื่ออนาคต (Future-Ready Foundation) กลยุทธ์นี้เน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาคน เช่น สร้างองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญภายในองค์กรในด้านต่างๆ เช่น AI, Digital, Innovation และ Analytics และการปลูกฝังแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอองค์กร เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นรากฐานของการเติบโตในระยะยาว
โดยสราวุฒิเชื่อว่าด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและพาธุรกิจก้าวข้ามวิกฤตไปได้ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า “สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ‘Sustainable Growth’ คือ กลยุทธ์และแนวคิดสำคัญ ที่เราเลือกที่จะขับเคลื่อนธุรกิจในวันนี้และในอนาคต เพราะเชื่อว่านี่เป็นเส้นทางเดียวสู่การเติบโตอย่างแท้จริง ที่ทำให้เราสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีขึ้น ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายขอบเขตงานด้านความยั่งยืนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต”
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ไว้ในปี 2050 โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน 4 ด้าน คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเลิศ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่ง ณ ปัจจุบันถือว่าคืบหน้าไปตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้แล้ว 100%.