หลังจากไปดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เทเลนอร์ กรุ๊ป (Telenor Group) มาเป็นเวลา 9 ปี “ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke)” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีแทค ก็หวนคืนสู่สมรภูมิโทรคมนาคมไทยอีกครั้ง ด้วยการเข้ามารับตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม (Group CEO) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 เป็นต้นมา ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้นำ แต่การกลับมาของซิกเว่ครั้งนี้มาพร้อมภารกิจรีเซตองค์กรเพื่อพาทรูเข้าสู่ยุคใหม่ หลังจากผ่านการควบรวมกิจการระหว่างทรู-ดีแทค มาแล้ว 2 ปี
ซิกเว่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ดำรงตำแหน่งซีอีโอของเทเลนอร์เขาได้เรียนรู้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อโลกนี้อย่างไร หลังจากได้รับคำชวนจาก “ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เขาจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อนำประสบการณ์ที่มีมาสร้างการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านให้กับทรู คอร์ปอเรชั่น จากบริษัทโทรคมนาคม สู่การเป็น “AI-First Company”
หลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ล่าสุด ซิกเว่เดินหน้าปรับโครงสร้างของทรู คอร์ปอเรชั่น ครั้งใหญ่ พร้อมจัดทัพผู้นำใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและยืดหยุ่นให้กับองค์กร เตรียมพร้อมสู่ยุคดิจิทัล ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับองค์กร
ทั้งนี้คณะผู้บริหารภายใต้โครงสร้างใหม่จะประกอบไปด้วย นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านประสบการณ์ลูกค้าและธุรกิจรีเทล รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการทุกช่องทางการขายและการบริการ, นายชารัด เมห์โรทรา เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล ดูแลผลิตภัณฑ์, นายคูรัม อัชฟาค รับหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย พัฒนาเครือข่ายอัตโนมัติด้วย AI เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานบนเครือข่าย (Unmatched Network Experience)
นายฐานพล มานะวุฒิเวช ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารด้าน Home Connectivity นำเสนอดิจิทัลไลฟ์สไตล์ครบวงจรตั้งแต่บรอดแบนด์ ความบันเทิง จนถึงสมาร์ทโฮม เพื่อตอบโจทย์ครัวเรือนนับล้านรายขณะที่ ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร เร่งการเปลี่ยนผ่านองค์กรธุรกิจสู่ดิจิทัล เพื่อเป็นพาร์ตเนอร์เทคโนโลยีอันดับหนึ่งที่องค์กรและ SME วางใจ
ด้านการเงินมีนายนกุล เซห์กัล นั่งตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน, นางสาวศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล และนายฮากุน บริวเซ็ท เชิร์ล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลยุทธ์และทรานส์ฟอร์เมชัน ขณะที่ตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ (CTO) ได้หายไปจากการปรับโครงสร้างครั้งนี้
ที่สำคัญนี่นับเป็นครั้งแรกของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มีการแต่งตั้ง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Chief Data and AI Officer) เพื่อขับเคลื่อนการเป็น AI-First Company อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งมีการแต่งตั้ง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรับหน้าที่ในการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ออกแบบระบบการจัดการให้ทันกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่งนี้จะมีการประกาศชื่อในภายหลัง

โดย ซิกเว่ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างจะมีผลวันที่ 1 ก.ย. 2568 และจะไม่มีการปรับลดพนักงานแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่เป้าหมายหลักของการปรับองค์กรในครั้งนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาใช้ในการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตจำนวนพนักงานอาจจะต้องลดลงจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้เช่นกัน
นอกจากการจัดทัพผู้บริหารใหม่แล้ว หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ คือการออกแบบโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อมุ่งสู่การเป็น AI-First Company และเป็นผู้นำด้านประสบการณ์ลูกค้า (Customer Champion) โดยการออกแบบโครงสร้างองค์กรใหม่นั้น ทรูฯ จะใช้ 5 หลักการสำคัญเพื่อเป็นรากฐานในการออกแบบองค์กร ซึ่งประกอบด้วย
1. ต้องเป็นผู้นำด้านประสบการณ์ลูกค้า (Customer Champion) สามารถเข้าถึง เข้าใจ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
2. ต้องเป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัลเพื่อความสุขในบ้าน (Win the Home) ตอบสนองกลุ่มผู้อยู่อาศัยกว่า 23 ล้านครัวเรือนของประเทศไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ทั้งนวัตกรรมสมาร์ทโฮม โซลูชันความบันเทิง และบริการบรอดแบนด์ สำหรับผู้อาศัยทั้งบุคคลคนเดียวหรือครอบครัวขยายที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน
3. เร่งการเปลี่ยนผ่านธุรกิจลูกค้าองค์กรสู่ดิจิทัล (Accelerating B2B Digital Transformation) ภายใต้แนวคิดใหม่ ทรูบิสิเนสจะมุ่งสู่ผู้นำในตลาดลูกค้าองค์กรและ SME โดยการนำเสนอโซลูชันทางธุรกิจและการเงิน
4. ขับเคลื่อนอนาคตด้วย AI (Empowering the Future with AI) นำ AI มาใช้ดำเนินงานในทุกด้าน ตั้งแต่การทำงาน การวางแผน การจัดการความรู้ เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างคล่องตัว และปรับตัวได้ทันตามสถานการณ์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างจุดแข็งทางการแข่งขันที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาว
5. เน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Sharpened Focus on Digitalization) ปลดล็อกข้อจำกัดของระบบเดิมเพื่อเปิดทางสู่ความคล่องตัวและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้าง Digital & Omni-channel Customer Journey ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ไร้รอยต่อในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ แอปพลิเคชัน คอลเซ็นเตอร์ และขับเคลื่อนองค์กรด้วย Automation ที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และปลดล็อกศักยภาพพนักงานให้ไปโฟกัสกับการสร้างคุณค่าสู่ลูกค้า
ซิกเว่เน้นย้ำว่า ภายใน 6 เดือนข้างหน้านี้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านเครือข่ายโครงการ One Network ที่จะเสร็จสิ้น 100% ภายในเดือน ก.ย. ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับสัญญาณ 5G และ 4G ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ขณะที่ความสำเร็จจากการประมูลคลื่นความถี่ 2300 MHz จำนวน 70 MHz และ 1500 MHz จำนวน 20 MHz มูลค่ารวม 26,423.96 ล้านบาท ที่ประมูลมาได้ล่าสุด ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่จะทำให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ให้บริการที่มีชุดคลื่นความถี่ครอบคลุมและครบมากที่สุดในไทย
โดยคลื่นความถี่ 2300 MHz ซึ่งมีความจุเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 10 MHz จะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นทันที 17% และสามารถรองรับการใช้งาน 5G ได้ในอนาคต และเริ่มใช้คลื่นใหม่ 1500 MHz เพื่อเพิ่มความจุดาวน์ลิงก์ร่วมกับคลื่นย่านความถี่ต่ำแบนด์อื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วเครือข่ายอีกด้วย ในส่วนของการบริการดิจิทัลนั้น ทรูตั้งเป้าให้ลูกค้าทุกรายสามารถทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันได้ครบทุกรูปแบบ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีลูกค้าหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลแล้ว 19% และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซิกเว่เชื่อว่า การรีเซตองค์กรครั้งนี้ จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้า “ทรู คอร์ปอเรชั่น” จากบริษัทโทรคมนาคม สู่การเป็น AI-First Company ที่พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคและมีศักยภาพในการแข่งขันในโลกธุรกิจ
ที่น่าสนใจคือ หลังจากการรีเซตองค์กรครั้งนี้แล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น ภายใต้การนำของ ซิกเว่ เบรกเก้ จะมีความเคลื่อนไหวอะไรใหม่ ๆ ออกมาให้เราได้ติดตามกันอีก.