“ผู้จัดการ 360 องศา” มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้นำเข้าศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ราซินาร์ อูเบรอย บาจาจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลัง Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music ที่กำลังจะเปิดม่านการแสดงในวันที่ 6 กันยายน ถึง 15 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
ตลอดระยะเวลา 27 ปี ที่มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ได้จัดแสดงมาอย่างต่อเนื่องและสามารถดึงดูดผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติ ต้นทางของมหกรรมนี้เกิดจาก เจ เอส อูเบรอย คุณพ่อของ ราซินาร์ อูเบรอย ผู้มีปณิธานต้องการตอบแทนประเทศไทยที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง หลังจากที่ทำธุรกิจนิตยสารในไทยมานาน นักอ่านหลายคนอาจคุ้นเคยชื่อนิตยสาร OK!, Women’s Health, Men’s Health และ seventeen
ในช่วงแรก เจ เอส อูเบรอย เชิญคณะนักแสดงบัลเลต์มาแสดงเรื่อง Swan Lake ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชม ราซินาร์ เล่าว่า ในสมัยนั้นการสื่อสารยังคงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ แต่การแสดงในครั้งนั้นสามารถขายบัตรได้หมดทั้ง 6 รอบ ก่อนจะตัดสินใจประกาศบนเวทีว่า จะมีการเพิ่มรอบพิเศษในวันจันทร์ และโปรโมตลงหนังสือพิมพ์ ผลคือมีผู้เข้าชมมากกว่า 70% ของที่นั่ง
การแสดง Swan Lake ในครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อพ่อของเธอเห็นว่า คนไทยให้การตอบรับและชื่นชอบการแสดงศิลปวัฒนธรรมเช่นนี้เหมือนกัน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

หลังจากเจ เอส อูเบรอย ตัดสินใจเกษียณ และส่งต่องานสำคัญให้ราซินาร์เข้ามาทำงานนี้อย่างเต็มตัว เธอฉายมุมมองการเลือกศิลปะการแสดงที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน Bangkok Festival ว่า “เราต้องมองแบบคนทั่วไป คนที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ หรือความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมสไตล์คลาสสิกว่า การแสดงแบบไหนที่จะสามารถทำให้ผู้ชมเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย โชว์นั้นต้องสุดยอด ดึงดูดความสนใจ เพราะการดูโชว์สด กับการดูทีวีแตกต่างกัน”
หลายคนอาจมีมุมมองต่อการแสดงในลักษณะนี้ว่าเป็นการแสดงศิลปะขั้นสูง เข้าใจยาก เช่น โอเปร่า บัลเลต์ ผู้ชมอาจจำกัดวงอยู่ในกลุ่มไฮโซ เซเลบริตี้ แต่ราซินาร์กลับมองต่างออกไป และเลือกการแสดงที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกเพศ ทุกวัย “โชว์ที่เราเลือกมาจะเป็นโชว์ที่สามารถดูได้ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น GenZ วัยทำงาน ผู้สูงวัย โดยเฉพาะในกลุ่ม GenZ ที่มีความสนใจด้านศิลปะการแสดง หากได้เข้ามาดูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง จะทำให้พวกเขาเข้าใจว่า การเรียนด้านนี้สามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้ เพราะไม่ใช่แค่ผู้ที่อยู่หน้าม่าน ผู้ที่ทำการแสดงเท่านั้น แต่วงการนี้ยังมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังอีกจำนวนมากที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หรือเด็กที่ไม่ได้มีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษ หากได้มาชมการแสดงแล้วจะช่วยให้เด็กได้เปิดโลกทัศน์
สำหรับผู้สูงวัย เรามองว่า Bangkok Festival จะทำให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน เพลิดเพลินไปกับสิ่งเดียวกัน โดยเฉพาะวันแม่ที่ใกล้จะถึง หลายคนอาจมองหาของขวัญ การแสดงของเราถือเป็นของขวัญชั้นดี”

นอกจากนี้ ราซินาร์ยังบอกว่า ปีนี้มีการเพิ่มซับไตเติล เพื่อให้คนดูเข้าใจมากขึ้น “เราเพิ่งจัดให้มีซับไตเติลเป็นปีแรก ซึ่งอาจจะไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวหรือเป็นบทพูด แต่บอกตัวละคร ข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจมากขึ้น เช่น ในการแสดงบัลเลต์”
สภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันมีผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการจับจ่าย แม้ว่าการแสดงศิลปวัฒนธรรมในกลุ่มนี้น่าจะมีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่ตลาดระดับบน ซึ่งไม่น่าจะมีผลมากนัก แต่ราซินาร์มองว่า “เศรษฐกิจในช่วงนี้คงส่งผลอยู่บ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นไม่เข้ามาชมเฟสติวัลเลย เพราะบางการแสดงขายบัตรหมดแล้ว กลุ่มเป้าหมายของเราอาจเลือกที่จะดูโชว์ที่ชอบ 1-2 โชว์ ซึ่งเป็นโชว์ที่ชื่นชอบจริงๆ หรือเป็นโชว์ที่หาดูได้ยาก เช่น ศิลปินโอเปร่าระดับตำนานจากสเปนอย่าง Plácido Domingo ที่ไม่เคยจัดการแสดงในประเทศใดในเอเชียมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่คณะนี้ยอมมาแสดงกับเรา หลังจากติดต่อพูดคุยกันนานถึง 15 ปี หรือ PRJCT 360 Dance Company จากบัลแกเรีย ประเทศที่เรารู้ว่ามีจุดเด่นอยู่ที่เป็นต้นกำเนิดของโยเกิร์ต แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า เขามีคณะการแสดงที่น่าสนใจแบบนี้ด้วย”
Bangkok Festival มีการแสดงทั้งสิ้น 14 โชว์ และบางโชว์มีมากกว่า 1 รอบการแสดง โดยทั้งหมดมาจากอินเดีย จีน คิวบา สเปน บัลแกเรีย ฝรั่งเศส ไต้หวัน รัสเซีย และสาธารณรัฐเช็ก

อีกหนึ่งเป้าหมายของราซินาร์ คือ ต้องการให้ไทยเป็นฮับสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ตอนเด็กๆ เรารู้ว่าคนต่างชาติมองไทยอีกแบบ เป็นเมืองท่องเที่ยวยามราตรี แต่เราอยากให้พวกเขามองไทยใหม่ เมื่อไรก็ตามที่ไทยมีเวทีสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเทศเราจะถูกมองอีกแบบ แน่นอนว่าจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวในภาพรวมด้วย ผู้คนที่ชื่นชอบการแสดงจะเลือกเดินทางเข้ามาไทยเพื่อมาชมการแสดงเหล่านี้ ซึ่งถ้าเทียบกับราคาตั๋วหากต้องเดินทางไปยุโรป ค่าขอวีซ่า ค่าที่พัก ค่ากิน เป็นมูลค่าที่สูงมาก แต่หากเราสามารถดึงการแสดงเหล่านี้มาที่ไทยได้ จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางเข้ามาชมการแสดง ธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร”
ในช่วงแรกของธุรกิจผู้นำเข้าศิลปะการแสดง ราซินาร์บอกว่า ผู้ชมส่วนใหญ่คือชาวต่างชาติ แต่ปัจจุบันคือคนไทยมากกว่า 90% ที่เหลือคือนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นอกจากนี้ นี่ยังเป็นธุรกิจที่คู่แข่งน้อยมาก ราซินาร์อธิบายว่า มีผู้ประกอบการไทยนำเข้าการแสดงประเภทนี้บ้าง แต่ไม่ครอบคลุมการแสดงที่หลากหลายเช่นที่เธอทำ “มีบริษัทไทยที่นำการแสดง เช่น เดอะมิวสิกคัล วงออร์เคสตรา เข้ามาโชว์ แต่ของเราถือว่ามีการแสดงที่แตกต่างออกไป เราจะคัดเลือกด้วยความพิถีพิถัน ไม่ซ้ำกันในแต่ละปี แม้จะมาจากคณะที่เคยมาทำการแสดงแล้ว แต่เรื่องจะต้องแตกต่างไป บางครั้งผู้ชมมีการรีเควสบ้าง อยากชมคณะนั้น คณะนี้”
ราซินาร์ยังเล่าถึงความท้าทายที่ไม่ใช่มุมมองของคนที่มองแต่ผลกำไรเป็นตัวเลข แต่กำไรของเธอคือ รอยยิ้ม และความต่อเนื่องของบทสนทนาของผู้ชม
“เราจะคอยสังเกตอากัปกิริยาของผู้ชมเมื่อออกจากหอประชุมแล้วเขามีฟีดแบ็กอย่างไร มีรอยยิ้ม หรือแม้แต่การดึงเอาเรื่องราวที่ชมมาเป็นประเด็นอภิปรายกันต่อ รวมไปถึงการที่ผู้ชมมีการเรียนรู้ต่อจากนี้ ทั้งการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่นำเสนอในการแสดง”
นอกจากเป้าหมายและความพยายามที่จะปั้นให้ไทยเป็นฮับสำหรับการแสดงระดับเวิลด์คลาสแล้ว ราซินาร์ยังมีโครงการเพื่อเด็กด้อยโอกาส โดยมีการเริ่มต้นโครงการเพื่อเยาวชน ตั้งแต่ปี 2565 ที่มอบโอกาสการเข้าถึงโลกศิลปะการแสดง เป็นการปลูกฝังความรักศิลปะแก่เยาวชน โดยหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่เธอสามารถจุดประกายให้เกิดขึ้นในใจของเด็กๆ ได้.