เป็นประจำทุกปีสำหรับการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยโดยวารสารการเงินธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมาผลการจัดอันดับล้วนเป็นรายชื่อที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันมาหลายปี รวมถึง นิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา และนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แห่งกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่สลับตำแหน่ง 2 และ 3 กันมาหลายปี
กระทั่งปี 2565 กลับมีม้ามืดอย่าง “ปณิชา ดาว” ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสองของเศรษฐีหุ้นไทย ด้วยการครองหุ้นของ บมจ. พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSGC) จำนวน 51,994.00 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 8.16 หมื่นล้านบาท ขณะที่แชมป์ยังเป็นของสารัชถ์ รัตนาวะดี ด้าน นพ.ปราเสริฐ ถูกเบียดไปอยู่อันดับ 3 ซึ่งนั่นทำให้ชื่อของ “ปณิชา ดาว” และ บมจ. พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSGC) เข้ามาอยู่ในความสนใจของตลาดหุ้นไทยทันที
ทั้งนี้ พบว่า ปณิชา ดาว เข้ามาถือหุ้น บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564 ด้วยจำนวน 5.19 หมื่นล้านหุ้น คิดเป็น 80% ด้วยมูลค่าความมั่งคั่ง 8.16 หมื่นล้านบาท โดยปณิชายังเป็นภรรยาของนายเดวิด แวน ดาว กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว ที่คร่ำหวอดในแวดวงการก่อสร้างและพลังงาน โดยนั่งในตำแหน่งกรรมการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นบริษัทแกนนำของกลุ่ม ช.การช่าง ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ รวมถึงยังเป็นกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด, บริษัท เซาท์อีส เอเชีย เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด, กรรมการ บริษัท ลาว โคคาโคลา บอทลิ่ง จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีที จำกัดผู้เดียว จำกัด

ในส่วนของบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อบริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ T ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมากว่า 40 ปี กระทั่งวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2564 ได้มีมติให้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 54,044,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ในราคาหุ้นละ 0.02 บาทให้แก่ผู้ลงทุนจำนวน 5 ราย และมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็น บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSG Corporation Public Company Limited-PSGC ใช้ชื่อหลักทรัพย์ว่า PSG ตามลำดับ
ปัจจุบัน PSGC ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยครอบคลุมโครงการก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงงาน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า อาคารที่พักอาศัย คอนโดมิเนียม รวมถึงงานระบบประกอบอาคาร งานสาธารณูปโภค งานติดตั้งเครื่องจักรต่างๆ โดยปณิชา ดาว ถือหุ้นใหญ่ที่ 40% มีนายแวน ฮวง ดาว นั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ในขณะที่นายเดวิด แวน ดาว ดำรงตำแหน่งกรรมการ, ประธานกรรมการบริหาร, กรรมการบริหารความเสี่ยง, กรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC มาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน
โดยนายเดวิด แวน ดาว คีย์แมนของ PSGC ได้เผยถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมทีครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างใน สปป.ลาว ซึ่งที่ผ่านมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทไทยอย่าง ซีเค พาวเวอร์ ในการพัฒนาเขื่อนน้ำงึม 2 และเขื่อนหลวงพระบาง และเมื่อตนเข้ามารับช่วงต่อจึงต้องการทำให้ธุรกิจครอบครัวมีระบบและพัฒนาโครงการที่ขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ทางกลุ่มตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นในบริษัทไทยอย่างบริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในที่สุด

“การตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นในที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น เพราะมีโมเดลธุรกิจคล้ายกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งธุรกิจครอบครัวเราเป็นแบบกงสี การจะนำเข้าตลาดหุ้นต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างที่นานและมีกระบวนการที่ซับซ้อน การเลือกเข้าตลาดหุ้นผ่านแบ็กดอร์จะรวดเร็วกว่า อีกทั้งยังมีจุดแข็งที่สามารถดึงดูดผู้บริหารมืออาชีพมาร่วมงานและระดมทุนในการขยายธุรกิจได้เป็นอย่างดี”
ล่าสุด เดวิดได้ออกมาประกาศยุทธศาสตร์การเติบโตครั้งสำคัญของ PSGC ด้วยการต่อยอดจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไปสู่ 2 ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจพลังงาน ตั้งเป้ารายได้ต่อปีเติบโตก้าวกระโดดแตะระดับ 20,000-30,000 ล้านบาทภายในปี 2578 จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ควบคู่กับการปรับโครงสร้างทุนเพื่อเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นฐานระดมทุน
โดยเดวิดเผยว่า ปัจจุบัน PSGC อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแผนการขยายธุรกิจ ได้แก่
1. โครงการขยายกำลังการผลิตเหมือง XPPL Phase 1 ประกอบด้วยงานก่อสร้างถนน อาคารคลังสินค้า แคมป์ถาวร และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเหมืองในพื้นที่ลาวใต้ มูลค่าโครงการ 239.9 ล้านดอลลาร์ มีความคืบหน้างาน 81% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
2. โครงการก่อสร้างพื้นที่พัฒนาเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ลาวเหนือ มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 มีความคืบหน้างาน 21% และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2570

“ความสำเร็จในการดำเนิน 2 โครงการก่อสร้างข้างต้น สะท้อนถึงความสามารถของ PSGC ในการบริหารและดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขยายธุรกิจในหลากหลายด้าน ผลักดันให้บริษัทฯ กำหนดวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจขึ้นใหม่ คือ ก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำในการพัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างในการขยายสู่ธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของภูมิภาค” เดวิดกล่าว
ทั้งนี้ รายงานของธนาคารโลกระบุว่าเศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในปีที่ผ่านมาขยายตัวร้อยละ 4.1 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคพลังงาน เหมืองแร่ และเกษตรกรรม แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ นั่นทำให้ในช่วงที่ผ่านมา PSGC ยังคงขยายการลงทุนใน สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2568 PSGC วางแผนขยายการเติบโตจากการก่อสร้างโครงการใหม่ 1-2 โครงการ เน้นงานที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ล่าสุด บริษัทฯ มีโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว ได้แก่
1. โครงการก่อสร้างอาคารประกอบอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเซกอง (XTPPL) ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ งานโยธาและการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ในเมืองกะลึม แขวงเซกอง โครงการยังรวมถึงเหมืองแบบบูรณาการ และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ ความยาว 253 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากโรงไฟฟ้าไปยังชายแดนลาว-กัมพูชา ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ Electricité du Cambodge (EDC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศกัมพูชา โดยมีกำหนดการก่อสร้างตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2573
2. โครงการก่อสร้างระบบลำเลียงถ่านหินและเถ้าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ XTPPL โดยทำหน้าที่ขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าและบริหารการจัดการผลพลอยได้จากเถ้าถ่านที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า กำหนดระยะเวลาก่อสร้างปี 2568-ไตรมาส 1/2570

“หากสามารถคว้างานดังกล่าวสำเร็จ จะส่งผลให้ Backlog งานก่อสร้างของ PSGC เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตของบริษัทได้”
ขณะเดียวกัน PSGC กำลังเริ่มทดลองให้บริการด้านการดำเนินงานและบริหารจัดการเหมืองใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปทดลองร่วมให้บริการบริหารโครงการในเหมืองทองคำและเหมืองถ่านหิน และคาดว่าจะสามารถสรุปภายในสิ้นปีนี้ หากสามารถเจรจากับเจ้าของเหมืองทั้ง 2 แห่งในการเข้าไปให้บริการได้ จะเป็นการสร้างรายได้ประจำในระยะยาว โดยเหมืองทองคำมีสัมปทานอยู่ที่ 35 ปี และเหมืองถ่านหิน 15 ปี คาดหวังสัดส่วนรายได้ที่ 60%
สำหรับการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานของ PSGC มุ่งเน้นใน 3 แนวทางยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Electricite du Laos (EDL) รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคของ สปป.ลาว เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเดิมของ EDL และบริษัทในเครือให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆ ที่ EDL อาจถือครองในอนาคต 2. ศึกษาการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) และ 3. แสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจและตลาดจำหน่ายไฟฟ้า โดยได้ทำ MOU กับหน่วยงานพลังงานระดับภูมิภาค เพื่อศึกษาการส่งออกพลังงานไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยังประเทศกัมพูชา สิงคโปร์และจีน คาดหวังสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานอยู่ที่ 30% ส่วนธุรกิจก่อสร้างจะปรับลดลงมาเหลือในระดับ 10%
“วิสัยทัศน์ระยะยาว คือการสร้างให้ PSGC ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และก่อสร้างภายในปี 2578 แม้ว่าบริษัทฯ จะเริ่มต้นดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว แต่เป้าหมาย คือ การขยายสู่ระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง”
โดยในปี 2568 เดวิดตั้งเป้ารายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งไตรมาส 1/2568 มีรายได้รวมกว่า 642 ล้านบาท กำไรสุทธิ 98.8 ล้านบาท และมี Backlog รอการรับรู้รายได้ถึงปี 2570 กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงานก่อสร้างอีก 2 โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด
และถ้าถามย้อนกลับไปว่าเขาคิดเห็นเช่นไรกับการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2565 ที่ ปณิชา ดาว ขึ้นมาครองอันดับ 2 ของเศรษฐีหุ้นไทย
“เราต้องมองกันที่ความจริง มันคือ Financial Engineering จากการปรับโครงสร้าง ตัวเลขนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ถ้าเราจะขายหุ้นในมูลค่านั้นก็ไม่มีใครซื้อ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือการเข้ามาทำธุรกิจและสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับ PSGC” เดวิด แวน ดาว ทิ้งท้าย.