28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ทางรอดของสินค้าไทย ในอุ้งมือพญาอินทรี

ทางรอดของสินค้าไทย ในอุ้งมือพญาอินทรี

p24-weekly-rice-01.jpg

“เศรษฐกิจไทยปีนี้เผาจริง” คำกล่าวนี้ดูจะไม่เกินจริงเลยสักนิด เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เพราะดูเหมือนปัญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจดูจะประเดประดัง ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งปัจจัยภายใน เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดูจะมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าจะหาแนวทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมา แต่ผลที่ได้กลับไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือ การประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากพญาอินทรี สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการลดการเสียดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงนโยบายที่มีเป้าหมายให้คนอเมริกันพึ่งพาตัวเอง ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทว่า นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา เสมือนเครื่องมือที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ใช้สร้างอำนาจในการต่อรองดุลการค้า รวมถึงสามารถเรียกร้องข้อเสนอจากประเทศต่างๆ เพื่อแลกกับการไม่เก็บภาษีนำเข้าได้

p24-weekly-rice-02.jpg

ไทยเองก็เช่นกัน หลังจากที่ถูกขึ้นลิสต์รายชื่อประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% โดยสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนี้มาตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน กระทั่งล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ร่อนจดหมายถึงประเทศไทยและอีกหลายประเทศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร reciprocal tariff อัตราใหม่ ซึ่งจัดทำมาเพื่อให้เงื่อนไขความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในอนาคต และเพื่อจัดการกับความมั่นคงของประเทศที่เกิดจากการขาดดุลการค้าสินค้าจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯ

กลุ่มสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ได้แก่  ยานยนต์ อาหาร พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม สิ่งทอ เหล็กและอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยคาดการณ์มูลค่าความเสียหายจากการขึ้นภาษีไว้ที่ 8-9 แสนล้านบาท

แต่ความกังวลน่าจะตกอยู่ที่สินค้าในอุตสาหกรรมอาหารที่สำคัญอย่างข้าวหอมมะลิ ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2567 สูงถึง 850,000 ตัน และหากไทยถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 37% ราคาข้าวในสหรัฐฯ จากเดิมราคาตันละ 900-1,000 ดอลลาร์ จะเพิ่มเป็น 1,400 ดอลลาร์

ขณะที่ประเทศคู่แข่งในตลาดข้าวโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอย่างเวียดนาม สหรัฐฯ มีการนำเข้าข้าวจากเวียดนาม40,000 ตัน และราคาอยู่ที่ตันละ 600-700 ดอลลาร์ มีความเป็นไปได้ว่า หากการเจรจาทางการค้าไม่สำเร็จ นี่อาจจะทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ หันไปซื้อข้าวหอมมะลิเวียดนามทดแทนข้าวหอมมะลิจากไทย

p24-weekly-rice-03.jpg

คำถามที่น่าสนใจคือ จำเป็นหรือไม่ที่ไทยจะต้องง้อตลาดอย่างสหรัฐฯ เมื่อนโยบายภาษีทรัมป์ห่างไกลจากความเท่าเทียมทางการค้า เพราะไม่ว่าจะพิจารณาในมิติไหน นี่เป็นมาตรการที่ทำให้สหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบ

เนื่องจากสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกร้องคือข้อเสนอทางการค้าหรืออาจหมายรวมถึงการทหาร ที่ดูจะเกินความพอดี และต้องเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ พึงพอใจเท่านั้น ไทยถึงจะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีที่เหมาะสม

หรือทางออกของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การเจรจาข้อตกลงโดยเสนอเงื่อนไขที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกพึงพอใจและมีแค่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีแต่ได้กับได้ แต่สิ่งที่ควรจะเป็นคือรัฐบาลไทยต้องเร่งเดินหน้าหาตลาดใหม่เพื่อมาทดแทนตลาดเดิม

และเป็นที่รู้กันดีว่า คุณภาพของข้าวไทยในเวทีโลกถูกคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามเทียบชั้น และเบียดแซงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว นี่อาจเป็นโอกาสเหมาะหากฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหันกลับมาเร่งพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิของไทยให้มีความหลากหลายขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกได้

ขณะเดียวกัน การมองหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดเดียว น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป

นี่เป็นเกมการค้าที่สหรัฐฯ พยายามสร้างความได้เปรียบให้กลับมาที่ฝ่ายตัวเอง เพื่อลดการเสียดุลการค้าระหว่างประเทศ เวลานี้รัฐบาลไทยต้องมองเกมอย่างรอบคอบ ไม่ลดคุณค่าในตัวเองลง และเดินเกมด้วยความเสียเปรียบ นั่นไม่ใช่หนทางที่จะเอาชนะพญาอินทรีได้

1 สิงหาคม คำตอบของมาตรการภาษีที่จะถูกเปิดเผยออกมาว่า ศักยภาพในด้านการเจรจาต่อรองของรัฐบาลไทยจะช่วยกอบกู้สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูฝีมือ.