28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

จากดีทแฮล์มสู่ DKSH เส้นทาง 160 ปี กับการเป็นมากกว่า Distributor

จากดีทแฮล์มสู่ DKSH เส้นทาง 160 ปี กับการเป็นมากกว่า Distributor

p20-21-weekly-dksh-01.jpg

หากเอ่ยชื่อของ “DKSH” อาจจะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก บางคนอาจจะเคยเห็นชื่อนี้บ้างหลังบรรจุภัณฑ์ยา และมีไม่น้อยที่อาจจะสับสนกับชื่อของบริษัทขนส่งรายใหญ่ แต่ความจริงแล้ว DKSH มีประวัติความเป็นมากว่า 160 ปี และมีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอนกันเลยทีเดียว

การเดินทาง DKSH (ดีเคเอสเอช) เริ่มต้นขึ้น เมื่อผู้ประกอบการชาวสวิส 3 คน ที่ต่างไม่รู้จักกัน ตัดสินใจเดินทางมายังภูมิภาคเอเชียเพื่อแสวงหาโอกาสทางการค้า โดยก่อตั้งบริษัทเพื่อนำเข้าสินค้าจากยุโรปมาจำหน่ายยังเอเชีย เริ่มกันที่ปี พ.ศ. 2408 เมื่อ แคสพาร์ เบรนน์วาลด์ (Caspar Brennwald) ซึ่งต่อมาได้ร่วมมือกับแฮร์มันน์ ไซเบอร์ (Hermann Siber) ก่อตั้ง บริษัท SiberHegner ขึ้นที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ถัดมาในปี พ.ศ. 2430 เอดูอาร์ด แอนตัน เคลเลอร์ (Eduard Anton Keller) ได้ก่อตั้งบริษัท Ed. A. Keller & Co. ขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และวิลเฮล์ม ดีทเฮล์ม (Wilhelm Diethelm) ได้ก่อตั้งบริษัท Diethelm & Co. Ltd. ขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ทั้ง 3 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตจนสามารถขยายธุรกิจได้อย่างกว้างขวาง ก่อนที่จะควบรวมกิจการกัน โดย Diethelm & Co. Ltd. ควบรวมกับ Ed. A. Keller & Co และกลายเป็น Diethelm Keller ก่อน

สำหรับในประเทศไทย จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2449 ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อบริษัท ดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (Diethelm & Co.) ซึ่งเป็นบริษัทที่นำเข้าสินค้าที่หลากหลายและได้รับความนิยมในหมู่ชาวไทย ต่อมาได้ควบรวมกิจการกับ Ed. A. Keller & Co. ในปี พ.ศ. 2543 และก่อตั้งเป็นบริษัท ดีทแฮล์ม เคลเลอร์ ก่อนจะรวมกลุ่มกับบริษัท ซิเบอร์ เฮกเนอร์ (SiberHegner) ในปี พ.ศ. 2545 ก่อตั้งเป็น DKSH Group รวมถึงบริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ในที่สุด ถ้านับถึงปัจจุบัน DKSH ก็อยู่ในเมืองไทยมาแล้ว 119 ปี และก็ไม่แปลกถ้าคนส่วนใหญ่จะคุ้นกับชื่อดีทแฮล์มซึ่งเป็นชื่อเดิมที่อยู่มากว่า 100 ปี ก่อนที่จะควบรวมกิจการมากกว่า

p20-21-weekly-dksh-06.jpg

ทั้งนี้ DKSH ถือเป็นผู้ให้บริการด้านการขยายตลาดแบบครบวงจร (Market Expansion Services) ให้บริการทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ ข้อมูลการตลาด การตลาดและการขาย การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การกระจายสินค้าและการจัดส่ง รวมถึงบริการหลังการขาย ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่บริษัทจัดจำหน่ายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับโลกแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน

โดย DKSH จดทะเบียนใน SIX Swiss Exchange ตลาดหลักทรัพย์สวิตเซอร์แลนด์ ดำเนินธุรกิจใน 36 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญรวมกว่า 28,060 คน มีศูนย์กระจายสินค้า 147 แห่ง และศูนย์นวัตกรรมอีก 58 แห่ง ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมามียอดขายสุทธิที่ 11.1 พันล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท

สำหรับ DKSH ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของเครือข่าย DKSH ทั่วโลก เพราะตลาดเอเชียนับเป็นตลาดที่มีความสำคัญกับ DKSH ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท โดยที่ผ่านมา DKSH ประเทศไทย ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 7,000 คน ช่วยให้ลูกค้ากว่า 840 ราย ในหลากหลายอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จในการสร้างการเติบโตทั้งในตลาดปัจจุบันและตลาดใหม่

p20-21-weekly-dksh-02.jpg

แม้จะอยู่ในเมืองไทยมาถึง 119 ปี แต่ DKSH กลับไม่ค่อยออกสื่อให้เห็นมากนัก แต่ต้องบอกเลยว่าแม้จะอยู่อย่างเงียบๆ แต่ภายใต้ร่มธุรกิจของ DKSH นั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราๆ ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอนกันเลยทีเดียว ซึ่งครั้งนี้ “คงศักดิ์ อื้อมุกดากุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท DKSH เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จะมาทำให้เรารู้จัก DKSH ได้มากขึ้น

“DKSH มีรากฐานที่แข็งแกร่งมากว่า 160 ปี คนไทยรุ่นก่อนอาจจะรู้จักในชื่อดีทแฮล์ม เมื่อก่อนเราเคยขายยีนส์ลีวายส์ด้วย แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว และเราก็ไม่ได้ขายแค่ยาตามที่เห็นกันบ่อยๆ แต่จุดมุ่งหมายของ DKSH คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คน ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจที่ครอบคลุมทุกอย่างในการใช้ชีวิต โดยเป็นการดำเนินธุรกิจแบบ B2B ไม่ได้จำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง แต่เป็นผู้ขยายตลาดให้กับลูกค้าแบบครบจบในที่เดียว เราช่วยตั้งแต่ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์จะเอาของเข้ามาขายในประเทศไทย หาลูกค้าในประเทศให้ จัดวางเชลฟ์ ขายเสร็จทำรีพอร์ต ดูข้อมูลอินไซด์ วางตรงไหนให้ขายได้ เป็นบริการแบบ tailor made ทำให้ทุกอย่าง ไม่ได้นำเข้าเฉพาะตัวเครื่อง แต่เรามีโซลูชันที่จะทำให้ธุรกิจของเขาเติบโต”

4 กลุ่มธุรกิจหลักสร้างคุณภาพชีวิต

โดยคงศักดิ์ได้ให้รายละเอียดของกลุ่มธุรกิจของ DKSH ไว้ว่า ประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer goods) เป็นผู้จัดจำหน่ายและขยายตลาดให้กับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งสินค้ากลุ่ม FMCG สินค้าไลฟ์สไตล์ นาฬิการะดับไฮเอนด์ และสินค้าในครัวเรือน

2. ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health Care) ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม วัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับผู้บริโภค

3. วัตถุดิบอุตสาหกรรม (Performance Materials) วัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์เฉพาะทาง วัตถุดิบสำหรับยาและเวชภัณฑ์

4. Technology จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และให้บริการโซลูชันครบวงจรสำหรับแบรนด์และบริษัทเครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ โดยมี 3 ธุรกิจย่อยอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ได้แก่ 1. กลุ่มอุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality Equipment) เช่น เครื่องกาแฟ เตาอบ มีบริการกำจัดขยะอาหาร (waste management) อย่างเครื่องย่อยพร้อมโซลูชันในการทำปุ๋ย

p20-21-weekly-dksh-03.jpg

กลุ่มที่ 2 คือ Semiconductor and electronics ซึ่งสอดคล้องกับแผนในการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นฮับของเซมิคอนดักเตอร์ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ รถอีวี

กลุ่มที่ 3 คือ อุปกรณ์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ได้แก่ Materials science อุปกรณ์ที่เอาไว้ตรวจสอบคุณภาพวัสดุ, Microbiology อุปกรณ์ในการทดสอบความปลอดภัยของอาหาร อย่างเชื้อแบคทีเรีย, โครมาโทกราฟีของเหลวประสิทธิภาพสูง (HPLC) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา ซึ่งช่วยให้แน่ใจถึงการผลิตยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือ Life Science อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ

“ในกลุ่ม Life Science มีเรื่องของ DNA ซึ่ง DKSH เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักในเรื่อง long-read sequencing เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เปรียบเทียบ DNA มากกว่า 10,000 ตัวขึ้นไป ซึ่งเอามารักษาและช่วยในการสกรีนความเสี่ยงโรคภัยต่างๆ สกรีนได้ว่าเด็กเกิดมามีโรคอะไรติดมา อย่างโรค Rare disease ซึ่งมีประมาณ 7,000 โรค ใน 80% เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งจะตรวจหาโดยการใช้ long-read sequencing เพราะถ้าเป็น short-read จะค้นไม่เจอ เช่น โรคมะเร็ง มือเท้าผิดรูป ซึ่งในไทยมีประมาณ 5 ล้านคน หรือ 8% ที่อาจพบโรคหายากกลุ่มนี้ ถ้าใช้ long-read sequencing ในการค้นหาตั้งแต่เด็ก เราจะสามารถแก้ปัญหาโรคตั้งแต่เด็กได้”

p20-21-weekly-dksh-05.jpg

แล้วแบรนด์ไหนที่เป็นลูกค้าของ DKSH โดยถ้าดูข้อมูลจากเว็บไซต์ของ DKSH พบว่า มีแบรนด์สินค้าชั้นนำที่เราต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Alcon, BAYER, Pfizer, Roche, Sanofi, kewpie, LAMY, Johnson & Johnson, BLACKMORES, 3M, B BRAUN เป็นต้น

แต่นอกจากจัดจำหน่ายและขยายตลาดให้กับแบรนด์และผู้ผลิตแล้ว DKSH ยังมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง ที่เรารู้จักกันดีคือ ฮีรูดอยด์ (Hirudoid) ครีมลดเลือนรอยแผลเป็น, LabPRO เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น กระบอกฉีดยา, จานเพาะเชื้อ, จานเพาะเลี้ยงเซลล์, เครื่องจ่ายสาร และอุปกรณ์พื้นฐานอื่นๆ จำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเอง อย่าง “DKSH LabShop”

“DKSH LabShop เราออกแบบมาเพื่อแก้เพนพอยต์ในการซื้อของและเป็นโอกาสทางการตลาด เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ลูกค้าสามารถกดสั่งซื้อได้เลย ในเอเชียเปิดมาได้ 3 ปี ส่วนในไทยเปิดมาแล้ว 2 ปี ผลตอบรับดีมาก”

นอกจากนั้น DKSH ยังเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตน้ำดื่ม Vivaree ที่มีการกรองเอาความไม่บริสุทธิ์ออก และเพิ่มเติมแร่ธาตุเข้าไป ซึ่งตอบโจทย์โรงแรมชั้นนำในเรื่องการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และการสร้างแบรนด์

p20-21-weekly-dksh-04.jpg

3 จุดแข็งที่ทำให้ DKSH อยู่มาได้ 160 ปี

“DKSH อยู่มา 160 ปี เราเชื่อว่าใน 24 ชั่วโมงต้องมี DKSH ไปเกี่ยวข้องทั้งนั้น เพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง เราอยู่ทุกที่ ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยา วัตถุดิบในอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่ใช้อย่างครีมหรือยา ต้องผ่านการตรวจมาตรฐาน ซึ่งเราเป็นผู้นำเข้าอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านั้น โรงแรม ร้านอาหาร ที่มีหลายสาขาก็ใช้เตาอบ เครื่องทำกาแฟที่ DKSH นำเข้า เราไม่ได้นำเข้าแค่เครื่อง แต่มีโซลูชัน เซตเครื่อง มีทีมติดตั้ง ซ่อมบำรุง และทำความสะอาดพร้อม รวมถึงช่วยพัฒนาสูตร เพราะ DKSH มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา มีเชฟ บาริสต้า ที่คอยช่วยลูกค้าตลอดเวลา ในเมืองไทยมีคลังสินค้าของ DKSH ประมาณ 11 แห่ง มีคู่ค้าประมาณ 840 ราย และมีลูกค้า 210,000 ราย”

ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ DKSH สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดมาได้นานถึง 160 ปีนั้น คงศักดิ์เผยว่า มาจาก 3 จุดแข็ง ได้แก่ 1. DKSH มีบุคลากรที่ดี มีผู้เชี่ยวชาญครบทุกอุตสาหกรรม 2. DKSH มีเทคโนโลยีที่ดี ตามเทรนด์ไม่ตกเทรนด์ และ 3. DKSH มี mindset ของการเป็น market expansion ทำอย่างไรให้ตอบสนองความต้องการและแก้เพนพอยต์ของลูกค้าได้

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ DKSH ตั้งเป้าสร้างการเติบโตให้แตะระดับ Double Digit ให้ได้ในปี 2573 แต่นอกจากเป้าทางด้านตัวเลขแล้ว DKSH ประเทศไทย ยังมุ่งสร้าง Brand Awareness ในเมืองไทยด้วยเช่นกันหลังจากอยู่เงียบๆ มากว่า 119 ปี

“เราอยู่เมืองไทยมาปีหน้าจะครบ 120 ปี และทำทุกอย่างเพื่อให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้น ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจของเรา แต่คนก็ยังมองเห็นภาพเดิมๆ คิดว่า DKSH ขายแต่ยา แต่จริงๆ เราทำหมดทุกอย่าง จึงเป็นเหตุผลที่เราจะสื่อสารกับภายนอกมากขึ้น จากที่เคยอยู่อย่างเงียบๆ แต่จากนี้ DKSH จะไม่เงียบอีกต่อไป จะมีกิจกรรมต่างๆ ออกมาให้เห็นอีกเรื่อยๆ อย่างแน่นอน” คงศักดิ์ อื้อมุกดากุล กล่าวทิ้งท้าย.