12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ชนะ ภูมี เปิดโรดแมป TCMA ปรับเป้าอุตฯ ซีเมนต์ไทยสู่ NDC 3.0

การลดโลกร้อน คือเป้าหมายสำคัญของทุกประเทศ ทุกอุตสาหกรรม เมื่อครั้งที่มีการประชุม COP จะเกิดข้อตกลงที่เรียกว่า “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement)…

ชนะ ภูมี เปิดโรดแมป TCMA ปรับเป้าอุตฯ ซีเมนต์ไทยสู่ NDC 3.0

การลดโลกร้อน คือเป้าหมายสำคัญของทุกประเทศ ทุกอุตสาหกรรม เมื่อครั้งที่มีการประชุม COP จะเกิดข้อตกลงที่เรียกว่า “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และพยายามตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในการประชุม COP21 ปี ค.ศ. 2015

ขณะที่การประชุม COP26 เป็นจุดเริ่มต้นของนานาประเทศ ได้ประกาศเป้าหมายใหม่ คือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดยั้งภาวะอันตรายของมวลมนุษยชาติ และประเทศไทยเองก็ได้แสดงเจตนารมณ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ประกาศเป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065

แน่นอนว่า เป้าหมายนี้จะสำเร็จไม่ได้หากไม่ได้เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเฉพาะภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดมลภาวะในอากาศ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมซีเมนต์ไทยได้ปฏิวัติวงการและปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนกระทั่งสามารถนำผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อนออกจำหน่ายทดแทนผลิตภัณฑ์แบบเดิม นี่เป็นอีกหนึ่งความพยายามของความสำเร็จที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

การรวมตัวกันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย สู่การเป็นสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย มีเป้าหมายสำคัญในความร่วมมือคือ การมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดำเนินการอุตสาหกรรมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็น 7.7% ของจีดีพี และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนนำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2593 ตามแนวทาง Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap และสนับสนุนเป้าหมาย Thailand NDC Roadmap ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ยังเป็นสมาชิกของสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (Asean Federation of Cement Manufacturers: AFCM) และสมาชิกของ Global Cement and Concrete Association: GCCA

จากการประชุม GCCA (Global Cement and Concrete Association) คือ การประชุมปูนโลกที่จัดขึ้นในไทยเมื่อปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก ในปีนี้ GCCA จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก โดย ดร.ชนะ ภูมี ในฐานะบอร์ดของ GCCA และนายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย เข้าร่วมประชุม โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนตาม Roadmap เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือและยกระดับความก้าวหน้าในภูมิภาคสู่ระดับโลก

ประเทศไทยมีการปรับเป้าหมาย NDC 3.0 ที่อยู่ในปี 2031-2035 ซึ่งอุตสาหกรรมซีเมนต์ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนโดยนำ Roadmap ของอุตสาหกรรมซีเมนต์เชื่อมต่อทิศทางของโลก โดยนำเสนอในงาน GCCA และงาน COP 30 ในปีนี้

NDC 3.0 (Nationally determined Contributions) คือ ข้อกำหนดที่ประเทศกำหนดขึ้นเองเป็นเป้าหมายที่แต่ละประเทศกำหนดขึ้นเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้กรอบของความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยทุกประเทศต้องส่งแผนนี้และอัปเดตทุกๆ 5 ปี พร้อมแสดงความก้าวหน้าอย่างโปร่งใส

NDC 3.0 สำหรับประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกประเทศไทยให้ได้ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2578 เพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2021-2030 ได้ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  เช่น อุตสาหกรรมพลังงานและขนส่ง เลิกใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าก่อนกำหนด การใช้ไฮโดรเจนร่วมในการเผาไหม้และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (XEV) และไฮโดรเจน อุตสาหกรรมภาคการเกษตร เช่น การทำนาเปียกสลับนาแห้ง การปรับปรุงอาหารสัตว์ การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ในการปรับพื้นที่นาและการจัดการน้ำ ยังรวมไปถึงการจัดการขยะอุตสาหกรรม

“ต้องบอกว่า NDC 3.0 จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมที่มีการเตรียมตัว จะช่วยประเทศได้มากขึ้น แม้ว่าจะเริ่มใช้ในปี ค.ศ. 2031 แต่เราต้องทำให้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้  อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เราอยากจะเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ที่ร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนให้เราเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero 2050 ที่ผ่านมาเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สมาคมตั้งไว้ เราสามารถดำเนินการตามแผนและไปสู่เป้าหมายได้เร็วกว่ากำหนด” ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าว

แม้ว่า TCMA จะประสบความสำเร็จอย่างมากจากสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ โมเดลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ กระนั้นความท้าทายใหม่คือ โจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายจะต้องไปให้ถึง ทว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการสนับสนุนจากนวัตกรรมใหม่ นโยบายภาครัฐ และเงินทุนที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก TCMA พัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮดรอลิกซีเมนต์ที่ช่วยลดโลกร้อน ปัจจุบันปูนซีเมนต์อยู่ในมาตรฐานนี้กันหมดแล้ว แต่เราต้องยกระดับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไปสู่ระดับเวิลด์คลาส คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างเชื้อเพลิงที่หลากหลาย โดยเฉพาะการทำขยะมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงแข็งทดแทนการใช้ผ่านดิน เช่นที่ ประเทศเม็กซิโกทำ และทำออกมาได้ดี โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน บ. CEMEX ผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ นำขยะจากชุมชนไปเข้ากระบวนการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานทดแทน ในขณะที่ขยะเปียกนำไปทำไบโอก๊าซ โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนด้วยงบประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องบอกว่าโครงการนี้มองไปไกลกว่าการทำบ่อฝังกลบขยะ นอกจากจะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลเม็กซิโกแล้ว ยังมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญ

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม Carbon South จากการแบ่งของ GCCA คือในกลุ่มประเทศอาเซียน เรามีความพร้อมในด้านวัตถุดิบสำหรับการพัฒนา Product Innovation หรือ LC3 เช่น Calcined clay ดินเผา หรือ ดินขาว ที่ผ่านความร้อนสูง และถูกเปลี่ยนโครงสร้างให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการผลิตซีเมนต์ เซรามิก วัสดุก่อสร้าง ที่สำคัญคือ ลดการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ดร.ชนะ ขยายความ

การจะยกระดับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไปสู่ระดับเวิลด์คลาส และการจะขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากองค์กรภายนอกอย่าง Unido นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ TCMA จะต้องเดินตามโรดแมป ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อน การสร้าง Future Technology และความร่วมมือจากภาครัฐ นั่นเป็นเพราะว่า แม้โครงการของภาคเอกชนจะเห็นเป็นรูปธรรมและสำเร็จ เกิดประโยชน์ต่อชุมชนจริง แต่เงินสนับสนุนดังกล่าวจะถูกส่งมอบไปที่ภาครัฐ แล้วจึงส่งต่อมาที่ภาคเอกชน นำไปพัฒนาโครงการที่เรานำเสนอไป และสิ่งที่เราต้องการจากภาครัฐคือการปรับปรุงกฎระเบียบ รวมถึงกฎหมายบางข้อที่จะเป็นการหนุนให้ทั้งประเทศเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้”

ที่ผ่านมาภาครัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ยังมีส่วนสำคัญในการจัดหาทุนจากนอกประเทศ โดยเฉพาะองค์กรสำคัญอย่าง Unido ของประเทศแคนาดา หรือ GIZ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี เพื่อการพัฒนาโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์

ก่อน ดร.ชนะจะทิ้งท้ายว่า “การเดินทางไปสู่เป้าหมายของ TCMA ที่จะทำให้กับประเทศไทยนั้น เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ต้องดำเนินการแล้วเรายังจำเป็นที่จะต้องมองหาเงินทุนในการดำเนินงานจำนวนไม่น้อย และปัจจัยสำคัญคือ 1. Positive Mindset เวลาทำเรื่องยากๆ ถ้าเราไม่ได้ข้อจำกัดของคนอื่น บางคนอาจจะอยากช่วย แต่มีข้อจำกัดบ้าง เราต้องมองบวกไว้ 2. เราต้องมีแนวคิดอย่างเดียวกัน เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ 3. สิ่งที่ทำทุกคนต้องได้ประโยชน์ ประชาชน ภาครัฐ เอกชน ทุกคนที่อยู่ในวงจรนั้นๆ”

การจะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจก ลดคาร์บอนสิทธิเป็นศูนย์ดูจะไม่ใช่ภารกิจที่ทำได้ง่ายๆ และจำเป็นที่จะต้องได้รับแรงหนุน แรงขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน.