28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

9 ปี 1,000 สาขา มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปักหมุดครบ 77 จังหวัด

9 ปี 1,000 สาขา มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปักหมุดครบ 77 จังหวัด

unnamed-6-Copy.jpg

ถึงวันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก MR. D.I.Y. (มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.) ร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากประเทศมาเลเซีย เพราะตั้งแต่เปิดร้านแรกในไทยเมื่อปี 2559 มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ได้ขยายสาขาจนทะลุ 1,000 สาขา ทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ในระยะเวลาเพียง 9 ปี

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2548 โดยผู้ก่อตั้งอย่าง Mr. Tan Yu Yeh ก่อนที่จะขยายสาขาอย่างรวดเร็วจนขึ้นแท่นร้านขายอุปกรณ์แต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ด้วยจำนวนสาขามากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ

สำหรับในประเทศไทย มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เข้ามาทำการตลาดในปี 2559 ด้วยการเปิดตัวสาขาแรกที่ซีคอน บางแค ถัดมาเพียงหนึ่งปี เปิดสาขาเพิ่มเป็น 50 สาขา และเปิดจนครบ 100 สาขาในปี 2561 และหลังจากนั้นก็เดินหน้าเปิดสาขาอย่างต่อเนื่องในอัตราเร่งแบบก้าวกระโดด

ล่าสุดกับอีกหนึ่งไมล์สโตน เมื่อ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เปิดสาขาทะลุ 1,000 สาขา ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อย ในระยะเวลาเพียง 9 ปี โดยมีสาขาที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน เป็นที่ตั้งของร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. สาขาที่ 1,000 ที่มาพร้อมกับร้านรูปแบบใหม่ “MR. D.I.Y. 2.0” เสิร์ฟชาวงามวงศ์วานโดยเฉพาะ

unnamed-11-Copy.jpg

“การเปิดร้านครบ 1,000 สาขา ในเวลาเพียง 9 ปีถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง แต่ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากแค่ตัวเราเองเพียงลำพัง การเติบโตนี้เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าของเรา และการทำงานอย่างทุ่มเทของพนักงานกว่า 10,000 คน ซึ่งความไว้วางใจ ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นของพนักงานเป็นรากฐานของการเติบโตและความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.” นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว

ปัจจุบัน บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีสินค้ามากกว่า 15,000 รายการใน 6 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเครื่องมือช่าง เครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา ของเล่น และหมวดหมู่อื่นๆ โดยมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. มีการบริหารจัดการสาขาทั้งหมดโดยตรง

1246367-Copy.jpg

ด้านนายอานุภาพ คงมาลัย รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ช้อมูลว่า สำหรับร้าน “MR. D.I.Y. 2.0” นั้น เป็นร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. รูปแบบใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการช้อปปิ้งให้กับลูกค้า ทั้งชั้นที่ไม่สูงมากเกินไป ทางเดินที่ปรับให้เดินเลือกซื้อได้สะดวก การจัดวางของ รวมถึงโถงทางเดินตรงกลางร้านสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งพัฒนามาจากร้าน มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ที่ประเทศมาเลเซีย โดยปัจจุบันมีร้าน “MR. D.I.Y. 2.0” อยู่ 2 สาขา ได้แก่ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ทั้งนี้จะเป็นรูปแบบเป็นร้านค้าขนาดประมาณ 1,000 ตร.ม. และเปิดในศูนย์การค้าระดับเอที่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดเพิ่มเติมในอนาคต

1246528-Copy.jpg
1246361-Copy.jpg

ปัจจุบันสาขาของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ในไทย มี 3 รูปแบบ คือ 1. MR. D.I.Y. Express รูปแบบเอ็กซ็เพรสพื้นที่น้อยกว่า 300 ตร.ม.อยู่ในทำเลในเมืองและอาคารสำนักงาน 2. สาขาในห้างพื้นที่ประมาณ 700-800 ตร.ม. และ 3. MR. D.I.Y 2.0 ที่เริ่มเปิดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่สาขาซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เป็นที่แรก

นายอานุภาพ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ในส่วนของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากจำนวนสาขาของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีสินค้าที่หลากหลายครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ที่สำคัญที่ราคาที่ถูกตามคอนเซ็ปต์ของแบรนด์อย่าง “Always Low Prices” หรือ “ราคาถูกคุ้มเสมอ” ทำให้ผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อจาก มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โดยยอดซื้อต่อบิลของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 172-175 บาทต่อบิลต่อคน และใน 1 บิลจะซื้อสินค้าประมาณ 4 ชิ้น ในราคาชิ้นละ 40 กว่าบาท ขณะเดียวกันยังมีการกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขาย

unnamed-4-Copy.jpg
1246584-Copy.jpg
1246583-Copy.jpg

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้า 3 ปี (2568-2570) จะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกประมาณ 500 สาขา ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท สำหรับในปี 2568 วางแผนเปิด 200 สาขา ด้วยงบลงทุน 2,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 72 สาขา ทำให้ในขณะนี้มีสาขาทั้งหมด 1,004 สาขา ครบทั้ง 77 จังหวัด มากที่สุดคือภาคกลางอยู่ที่ 40% มั่นใจปีนี้ยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากเมื่อปี 2567 ที่กวาดรายได้ไป 16,200 ล้านบาท