8 พฤษภาคมนี้ ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำโบลท์ (Bolt) ประเทศไทย จะเปิดตัวพบปะสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมเผยโฉมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใหม่ล่าสุด หลังจากที่ Bolt เข้ามาลุยตลาด Ride Hailing ในประเทศไทยกว่า 5 ปี จนกลายเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญ อาชีพ Driver กลายเป็นช่องทางเสริมรายได้ของผู้คนจำนวนมาก หากเปรียบเทียบแพลตฟอร์มหรือผู้ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจากกรมการขนส่งทางบกหน้าใหม่ ซึ่งรองรับการใช้ “รถยนต์ส่วนบุคคล” ที่วันนี้มีมากถึง 11 ราย ได้แก่ Grab, Bolt, Hello Phuket Service, Bonku, Asia Cab, AirAsia Super App, inDrive, Maxim, LINE MAN, TADA และ Lalamove ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่ง Bolt ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้โดยสารคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา เพราะมีรถให้เลือกหลากหลาย ค่าโดยสารไม่แพง มีระบบตรวจสอบการเดินทางเพื่อความปลอดภัย และใช้เวลาเรียกรถรวดเร็ว
ปัจจุบัน Bolt เปิดให้บริการใน 23 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ นครราชสีมา พิษณุโลก สุราษฎร์ธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น มหาสารคาม นครศรีธรรมราช ภูเก็ต อุดรธานี โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขยายเพิ่มอีก 15 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ลพบุรี พะเยา สุรินทร์ ชัยภูมิ สุพรรณบุรี หนองคาย ชุมพร กำแพงเพชร สระแก้ว เพชรบูรณ์ น่าน เลย อุตรดิตถ์ และนครนายก
สำหรับรูปแบบการใช้งานมีทั้งรถยนต์ส่วนตัวและมอเตอร์ไซค์ ซึ่งโหมดรถยนต์ส่วนตัวมีให้เลือกหลากหลายประเภท เริ่มจาก Bolt รถขนาดเล็กรองรับผู้โดยสาร 1-2 คน Economy ผู้โดยสาร 1-2 คน Lady ผู้ขับขี่เป็นผู้หญิง รับผู้โดยสาร 1-2 คน Green รถประหยัดพลังงาน รถอีวี รองรับ 3-4 คน Comfort รองรับ 3-4 คน และ XL รถขนาดใหญ่รับผู้โดยสารได้ 5-6 คน ซึ่งลูกค้าสามารถเลือก mode ที่สูงกว่าได้ ถ้าต้องการรถไซส์ใหญ่กว่า เช่น ผู้โดยสาร 1-2 คน สามารถเรียกได้ทุก mode แต่กรณี 3 คนขึ้นไป ไม่สามารถเรียกโหมด bolt หรือ Economy ได้
ณัฐดนย์ กล่าวว่า เทรนด์คนรุ่นใหม่ใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้น อ้างอิงข้อมูลสถิติช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โบลท์ขยายช่วงระยะทางการวิ่งงานเพิ่มมากขึ้นกว่า 19% อัตราการเรียกใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 600% และเมื่อนับจากช่วงเวลาที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยครั้งแรก ยอดจำนวนผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันโบลท์เพิ่มมากขึ้นถึง 800% การให้บริการโดยยานพาหนะ 4 ล้อ ที่ใช้งานบนโบลท์เพิ่มขึ้น 9.4%
ขณะเดียวกัน คาดการณ์ภายในปี 2573 อุตสาหกรรมการเดินทางร่วมกัน (Shared Mobility) จะสร้างโอกาสทางรายได้ให้ผู้ขับขี่ถึง 16 ล้านคนทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียจากอัตราการเติบโตของบริการในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต และหาดใหญ่ รวมถึงเมืองรองอย่างเชียงรายและอุดรธานีมีอัตราการเติบโตสูงถึง 90%
ปัจจุบันแอปพลิเคชันเหล่านี้สร้างโอกาสทางรายได้ให้ผู้ขับขี่กว่า 500,000 คนทั่วประเทศ เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยผู้ขับขี่ที่มีอัตราการให้บริการ 75% มีรายได้เฉลี่ย 30,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในประเทศถึง 250% และอุตสาหกรรมนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รวมกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมรายได้ภาษี 33 ล้านบาทต่อปี สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านการซื้อรถ การเช่าซื้อ และการบำรุงรักษา มูลค่าประมาณ 55,000 ล้านบาทต่อปี
การเติบโตของ Ride-hailing ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล จากการสำรวจผู้ใช้บริการชาวไทย 1,200 คน พบว่า 12.5% ของผู้ที่ไม่มีรถยนต์ระบุว่าเคยขายรถยนต์ และ 23% ของกลุ่มที่มีรถยนต์กำลังพิจารณาขายรถและหันมาใช้บริการเรียกรถแทน
ผู้ขับขี่ Bolt รายหนึ่งกล่าวว่า การขับรถรับจ้างผ่านแพลตฟอร์มช่วยสร้างรายได้เสริมและมีผู้ขับขี่ ทั้งรูปแบบเต็มเวลาและพาร์ทไทม์ ดีกว่าปล่อยรถอยู่เปล่าแต่สามารถนำมาสร้างรายได้ บางคนประกอบอาชีพพยาบาล ยังใช้เวลาที่เหลือมาขับโบลท์ เพื่อหารายได้ชดเชยค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยได้มาก เนื่องจากโบลท์กินส่วนแบ่งจากค่ารถน้อยกว่าค่ายรายใหญ่อื่นๆ
เหตุผลนี้เองที่เชื่อว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถอย่าง Bolt มีโอกาสเติบโตในประเทศไทยได้อีกมาก เพราะมีกลุ่มเป้าหมายเตรียมเข้ามาเป็น Driver เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทั้งจากปัญหาตกงาน โดนลดรายได้และเจอค่าครองชีพสูง โดยข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จำนวน 1,259 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19-25 เม.ย. 2568 มีมูลค่าหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 344,522.22 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 26.4% โดยสถานภาพหนี้ของแรงงาน พบว่า 98.8% มีหนี้ ขณะที่มีเพียง 1.2% เป็นกลุ่มไม่มีหนี้
ส่วนสาเหตุของรายได้ไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย มาจากราคาสินค้าแพงขึ้น 29.9% ภาระหนี้มากขึ้น 26.5% รายได้ไม่เพิ่มแต่ราคาข้าวของเพิ่ม 22.3% ดอกเบี้ยสูงขึ้น 13.3% โดยการแก้ปัญหาจะเลือกกู้ยืมเงินในระบบ 30.9% หาอาชีพเสริม 17% ขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง 16.6% กู้ยืมเงินนอกระบบ 15.7%
ด้านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 มีผู้ว่างงานทั้งสิ้น 3.6 แสนคน เพิ่มขึ้น 8.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า.

Markus Villig ดัน Bolt ถล่ม Uber
แอปพลิเคชัน Bolt ก่อตั้งโดยหนุ่มชาวเอสโตเนียวัย 19 ปีที่ชื่อว่า Markus Villig เมื่อปี 2556 เริ่มจากชื่อ Taxify ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Bolt ในปี 2561 และเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านคน ใน 35 ประเทศทั่วทั้งยุโรปและแอฟริกา กลายเป็น Tech Startup ที่มูลค่าบริษัทพุ่งพรวดแตะ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท ทำรายได้ 79.7 ล้านยูโร หรือประมาณ 2,900 ล้านบาท ในปีเดียว
เล่ากันว่า สมัยที่ Markus Villig เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย Tartu คณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ปีแรก เขาและเพื่อนๆ มักเจอปัญหาการเรียกรถผ่านมือถือ หรือ Ride-hailing ที่มีราคาสูงและใช้งานยาก
Markus เกิดไอเดียอยากทำธุรกิจแอปพลิเคชัน Ride-hailing ประกอบกับความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ Startup และคำแนะนำจากรุ่นพี่ เขาตัดสินใจดร็อปเรียนและยืมเงินกว่า 5,000 ยูโร ออกมาเริ่มต้นธุรกิจกับพี่ชาย Martin และ Oliver Leisalu เพื่อนของเขา
หลายคนวิเคราะห์เคล็ดลับของ Bolt มาจากการแก้ Pain Point ที่ Markus เคยเจอจนเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในเวลานั้น Uber เปิดให้บริการทั่วเอสโตเนีย แต่เพราะ Markus เคยเป็นลูกค้าจึงรู้ดีว่า Uber มีจุดอ่อนอะไร
เขาออกแบบแพลตฟอร์ม Bolt ให้เป็นตัวกลางระหว่างลูกค้ากับคนขับ เพื่อสร้างบริการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ คือ ลูกค้าสามารถจ่ายค่าบริการได้ถูกกว่า และคนขับได้ส่วนแบ่งจากการขับสูงกว่าที่อื่นๆ ซึ่งช่วงนั้น Uber เก็บส่วนแบ่งจากคนขับสูงถึง 25% ของกำไร แต่ Bolt เก็บเพียง 15% ส่วนลูกค้าได้ค่าบริการที่ถูกกว่า Uber จนสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งและแจ้งเกิดธุรกิจได้อย่างสวยงาม.