28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เปิดอาณาจักร “KCG Logistics Park” กลยุทธ์สร้างการเติบโตของ เคซีจี คอร์ปอเรชั่น

เปิดอาณาจักร “KCG Logistics Park” กลยุทธ์สร้างการเติบโตของ เคซีจี คอร์ปอเรชั่น

kcglogisticspark-7.jpg

โลจิสติกส์ (Logistics) หรือการขนส่งและกระจายสินค้าถือเป็นกระดูกสันหลังของการดำเนินธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ด้วยเช่นกัน การบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

หลังประกาศ 7 เสาหลักในการดำเนินธุรกิจที่ประกอบด้วย 1. สร้างการเติบโตทางธุรกิจ 2. พัฒนาบุคลากร 3. ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี 4. ขยายตลาดส่งออก 5. ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า 6. ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ และ 7. ส่งเสริมความยั่งยืน ไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดผู้ผลิตและนำเข้าอาหารรายใหญ่อย่างบริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG Corporation (KCG) เดินหน้าเสริมเสาหลักที่ 5 เปิด “KCG Logistics Park” ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแห่งใหม่ ที่ทุ่มงบไปกว่า 350 ล้านบาท จากเดิมที่เคยเช่าอยู่หลายๆ ที่ ให้มารวมกันภายใต้ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแห่งใหม่

โดย “KCG Logistics Park” ตั้งอยู่ ณ โรงงานบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีพื้นที่ใช้สอยรวม 15 ไร่ ประกอบด้วยคลังสินค้า 6 อาคาร มีพื้นที่จัดเก็บจำนวนกว่า 12,000 ตารางเมตร รองรับพาเลทรวมสูงสุดได้ 14,000 พาเลท แบ่งการจัดเก็บตามอุณหภูมิออกเป็น 4 ประเภท ตามความเหมาะสมในแต่ละผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Ambient, Chilled (0°C to 8°C), Air Con  (18°C to 22°C) และ Frozen  (-18°C ถึง  -25°C)

ในส่วนของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการบริหารและจัดการภายใน ประกอบด้วย ระบบการจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System), ระบบบริหารจัดการการขนส่ง (Transportation Management System), ระบบคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง (Fulfillment System), ระบบจัดเก็บคลังสินค้ากึ่งอัตโนมัติ หรือ ชั้นวางระบบกระสวย (Rack shuttle system), ระบบติดตามยานพาหนะแบบเรียลไทม์ (GPS Tracking System)

kcglogisticspark-1.jpg

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

นอกจากเทคโนโลยีที่ใช้ในการบริหารจัดการแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือระบบการจัดการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ KCG นำมาใช้ภายในศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแห่งใหม่ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Backhual Matching เป็นการปรับเส้นทางเดินรถ เพื่อไม่ให้ตีรถเปล่ากลับเข้าศูนย์ฯ ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลพิษ, ใช้รถบรรทุกไฟฟ้า โดยตั้งเป้าเป็นรถ EV 30% ของจำนวนรถทั้งหมดภายใน 3 ปี (นับจากปี 2566), ภายใน KCG Logistics Park ใช้รถโฟล์คลิฟที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียม, อยู่ระหว่างการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายใน KCG Logistics Park  และโรงงานบางพลี รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าของบริษัททั้ง 3 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณปีละ 1,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้กับการปลูกต้นไม้กว่า 120,000 ต้น และจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าประมาณปีละ 10 ล้านบาท รวมถึงมีการแปรรูปพาเลทที่ไม่ใช้งานแล้ว ด้วยวิธีการหลอมและรีไซเคิลเพื่อแปลงการใช้งาน

ซึ่ง KCG เชื่อว่าด้วยศักยภาพของ “KCG Logistics Park” จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 10,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน นอกจากนั้น KCG ยังมีแผนพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าเพื่อให้บริการลูกค้าภายนอกและผู้ประกอบการรายย่อยอีกด้วย

kcglogisticspark-8.jpg

Logistics park (สาขาบางพลี)

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงที่มาในการพัฒนา KCG Logistics Park ว่า KCG เล็งเห็น 3 เทรนด์ที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ จึงได้นำเทรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดในการสร้างกลยุทธ์การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการสร้างศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistics Park แห่งนี้ โดย 3 เทรนด์ดังกล่าวประกอบด้วย

1. “360 Degrees Product Trend” ผู้บริโภคมีความต้องการในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีความพิถีพิถันในการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นบริษัทฯ ต้องมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์จะถูกเก็บรักษาและส่งมอบด้วยมาตรฐานคุณภาพที่ดีที่สุด

2. “Sustainability” การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับแนวคิดการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน

3. “Digitalization & Automation” การนำเทคโนโลยีมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร เกิดความแม่นยำ รวดเร็วในการบริหารระบบความท้าทาย

kcglogisticspark-6.jpg

พาเลทพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้

ชูกลยุทธ์ “From Great to Growth” ผ่านการสร้าง KCG Logistics Park

ดำรงชัยเปิดเผยต่อว่า ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าเป็นข้อต่อสำคัญระหว่างการผลิตสินค้าของ KCG กับการจัดส่งสินค้ากว่า 50 แบรนด์ ให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็วปลอดภัยและรักษาคุณภาพของสินค้าไว้อย่างดี จึงทุ่มงบลงทุน 350 ล้านบาท ในการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแห่งใหม่ที่ได้มาตรฐานระดับสากลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ พร้อมทั้งตอบโจทย์เรื่องการสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “From Great to Growth”

โดยกลยุทธ์ From Great to Growth เป็นการนำเทรนด์ของการบริหารห่วงโซ่อุปทานมาผนวกกับความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ 66 ปี ของ KCG ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ย่อย ได้แก่

1. สร้างการเติบโตจากความเป็นเลิศด้านคุณภาพ (Quality Excellence for Growth) โดยการบริหารจัดการสต็อกตามประเภทวัตถุดิบที่หลากหลาย (Diverse Stock Management) KCG เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยปัจจุบัน KCG Logistics Park รองรับการจัดเก็บได้มากถึง 14,000 พาเลท โดยมีวิธีการแบ่งตามประเภทสินค้า จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ 1. Dairy Products 2. Food and bakery ingredients (FBI) 3. Biscuit หรือ แบ่งตามอุณหภูมิออกเป็น 4 ประเภท

รวมถึงการจัดเก็บโดยควบคุมอุณหภูมิ (Temperature-Controlled Storage) ซึ่ง KCG เป็นผู้นำอันดับ 1 ในด้านการจัดเก็บและการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเต็มรูปแบบ (Cold Chain Logistics) เพื่อให้สินค้ามีความสดใหม่และลดการสูญเสียจากสินค้าที่เสียหายได้ โดยเลือกควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสินค้าและวัตถุดิบที่หลากหลายและต้องดูแลรักษา จัดเก็บในอุณหภูมิที่ต่างกัน ตั้งแต่การขนวัตถุดิบเข้ามายังคลังจัดเก็บ ออกแบบวิธีการเคลื่อนย้ายและการเก็บรักษา ตลอดจนการขนส่งออกไปหาลูกค้า

kcglogisticspark-4.jpg

KCG เป็นผู้นำอันดับ 1 ในด้านการจัดเก็บและการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics)

2. สร้างการเติบโตจากเทคโนโลยี (Tech for Growth) ประกอบด้วย

- ระบบอัตโนมัติ (Automation) KCG Logistics park ใช้ระบบบริหารคลังแบบอัตโนมัติโดยใช้ระบบการจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System) ระบบบริหารจัดการการขนส่ง (Transportation Management System) ควบคู่กับระบบคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง (Fulfillment System)  ที่จะเข้ามาช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องแม่นยำ ความรวดเร็วในการค้นหาสินค้า ลดการสูญหายของสินค้า อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้ รวมถึงลดความผิดพลาดในการทำงาน ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม

- ความรวดเร็วต่อตลาด (Speed to Market) การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตามความต้องการของตลาด ครอบคลุมทั้งในกลุ่ม B2B และ B2C รวมถึงมีการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ (Distribution Efficiency) ช่วยให้ส่งสินค้าไปยังลูกค้าในเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น โดยจะคำนวณระยะเวลาจัดส่งตามรัศมีของพื้นที่ลูกค้า เช่น สามารถขนส่งได้ภายใน 24 ชั่วโมง ในระยะรัศมี 100 กิโลเมตร จากจุดกระจายสินค้า และรองรับความพร้อมของความต้องการตลาด ด้วยจำนวนรถขนส่งที่มากกว่า 150 คัน

- การใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน (Employee Safety) นอกจากจะเพิ่มความถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วแล้ว KCG ให้ความสำคัญและยึดมั่นการว่าจ้างที่สอดคล้องกับสำนักงานมาตรฐานแรงงานไทย เช่น จากเดิมที่มีการแบกกระสอบน้ำตาลขึ้นไหล่ เพื่อขนถ่ายระหว่างรถขนส่งกับโกดัง ปัจจุบันได้ปรับเป็นเพียงการยกลงพาเลท และใช้โฟล์คลิฟในการเคลื่อนย้าย ซึ่งช่วยให้พนักงานได้รับความปลอดภัยในการทำงานจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย การใส่ชุดที่มีความปลอดภัยและการควบคุมระยะเวลาทำงานของพนักงานในพื้นที่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิของคลังสินค้า ตลอดจนระบบจัดเก็บคลังสินค้ากึ่งอัตโนมัติ หรือ ชั้นวางระบบกระสวย (Rack shuttle system) ซึ่งช่วยให้พนักงานไม่ต้องจัดเก็บสินค้าในที่สูงด้วยตัวเอง

3. สร้างการเติบโตจากการรักษาสิ่งแวดล้อม (Green for Growth)

- การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) โดยปัจจุบันมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า รถโฟล์คลิฟที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียม และอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา

- การลดของเสีย (Waste Reduction) ในกระบวนการโลจิสติกส์การลดของเสีย หรือ การลดขยะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียทั้งจากกระบวนการจัดเก็บ การดูแลรักษา การควบคุมอุณหภูมิ โดยเฉพาะอาหารตะวันตกที่มีส่วนผสมหลักมาจาก นม เนย ชีส ที่ต้องใช้ความพิถีพิถันในการเก็บรักษาสูง ตลอดจนการขนส่งที่เพิ่มการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบ Backhual Matching ปรับเส้นทางเดินรถ เพื่อไม่ให้ตีรถเปล่ากลับเข้าศูนย์ฯ

kcglogisticspark-2.jpg

ผลประกอบการ Q2/2024 ตอกย้ำความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา KCG สร้างผลประกอบการไว้อย่างน่าสนใจ มียอดขายรวม 1,688.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% และมีกำไรสุทธิ 94.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยรวมแล้ว สามารถทำรายได้เติบโตในทุกพอร์ตฟอลิโอ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (Dairy Products) มียอดขาย 1,022.6 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60.6% ถือเป็นยอดขายอันดับ 1 ในตลาดดังกล่าว ส่วนตลาดผลิตถัณฑ์สำหรับประกอบอาหารและเบเกอรี่และอื่นๆ รวมทั้งตลาดผลิตภัณฑ์บิสกิต สามารถทำยอดขายสูงสุดติด 5 อันดับแรกได้ทั้งสิ้น

“สาเหตุที่ผลประกอบการเติบโตสวนกระแส เป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจตามยุทธศาสตร์การพัฒนาใน 7 มิติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น ทั้งจากการปรับปรุงเครื่องจักรและการใช้อัตรากำลังผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การปรับปรุงหน่วยสินค้า (SKU Rationalization) ที่สำคัญคือพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2567 ออกมาอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะกำไรที่เติบโตสูงมากถึง 86.3% ซึ่งในไตรมาส 3 นี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการเปิดใช้ KCG Logistics Park อย่างเป็นทางการ เพิ่มเติมจากอีก 3 สาขา คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสุราษฏร์ธานี ซึ่งจะทำให้ครอบคลุมการให้บริการทั้ง 76 จังหวัด จนสามารถส่งมอบสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ภายใน 1 วัน และเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ตามเป้าหมาย” ดำรงชัยกล่าว

โดย KCG เชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ From Great to Growth ที่ใช้ในการบริหารห่วงโซ่อุปทานและคลังสินค้า ผ่าน KCG Logistics Park จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้โตแบบก้าวกระโดดสู่รายได้ 10,000 ล้านบาท ใน 3 - 5 ปีข้างหน้า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างยั่งยืน รวมถึงช่วยลดค่าเช่าคลังสินค้าภายนอกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ในมุมของธุรกิจ KCG Logistics Park ยังมีความมุ่งมั่นในการเป็นตัวกลางในการขนส่งสินค้า KCG แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และช่วยตอบสนองโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

kcglogisticspark-5.jpg