28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เจาะพอร์ตโฟลิโอ ‘KCG Corporation’ เจ้าของแบรนด์คุกกี้กล่องแดงในตำนาน

เจาะพอร์ตโฟลิโอ ‘KCG Corporation’ เจ้าของแบรนด์คุกกี้กล่องแดงในตำนาน

p20-21-weekly-kcg-01.jpg

หากเอ่ยชื่อ “KCG Corporation” อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูมากนัก แต่ถ้าพูดถึงแครกเกอร์โรซี่ เนยและชีสอลาวรี่ น้ำส้มซันควิก รวมถึงคุกกี้กล่องแดงในตำนานของขวัญสุดฮิตในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่าง “อิมพีเรียล” แล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยซื้อรับประทานและรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ข้างต้น ล้วนเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การผลิตและนำเข้าของ KCG Corporation ทั้งสิ้น

บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG Corporation-KCG ถือเป็นผู้ผลิตและนำเข้าอาหารรายใหญ่ของไทยที่อยู่ในตลาดมานานถึง 66 ปี และที่สำคัญยังสามารถสร้างรายได้ต่อปีได้ในระดับหลายพันล้านบาท

ที่ผ่านมาชื่อของ KCG มักไม่ค่อยปรากฏในหน้าสื่อมากนัก แต่ภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และทำการซื้อขายหลักทรัพย์ครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 “KCG” เริ่มมีความเคลื่อนไหวให้ตลาดได้เห็นมากขึ้น

จาก ‘กิมจั๊วพาณิชย์’ สู่ ‘เคซีจี คอร์ปอเรชั่น’

KCG มีจุดกำเนิดมาจากธุรกิจครอบครัวในชื่อ ‘ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิมจั๊วพาณิชย์’ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2501 โดย ‘ตง ธีระนุสรณ์กิจ’ ที่ร่วมลงทุนกับพี่ชาย ‘วิจัย วิภาวัฒนกุล’ เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ทั้งในส่วนของวัตถุดิบประเภทเนยและชีส และเป็นผู้บุกเบิกนำเข้าเนยอลาวรี่ (Allowrie) จากออสเตรเลียเข้ามาในไทย

นอกจากเนยอลาวรี่แล้ว อีกหนึ่งสินค้าที่กิมจั๊วพาณิชย์นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยคือ คุกกี้ยี่ห้อดังจากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตคุกกี้กล่องแดงแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “อิมพีเรียล” (Imperial) ที่กลายเป็นตำนานของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ในภายหลัง

สาขาเทพารักษ์_ชีส.jpg

ปี 2515 หลังจากดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่ง กิมจั๊วพาณิชย์ได้พัฒนาธุรกิจจากการเป็นเพียง “ผู้นำเข้า” ก้าวขึ้นสู่การเป็น “ผู้ผลิต” โดยมีการสร้างโรงงานแห่งแรกขึ้นบนถนนบางนา-ตราด ในชื่อ “บริษัท ยูไนเต็ด แดรี่ ฟูดส์ จํากัด” ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร และคำปรึกษาในช่วงเริ่มการผลิตจาก บริษัท PDS ประเทศออสเตรเลีย (ปัจจุบันคือบริษัท บอนแลค ฟูดส์ จํากัด) เพื่อผลิตเนย “อลาวรี่” ก่อนที่จะขยายสายการผลิตสู่ผลิตภัณฑ์อาหาร นม และขนมสําเร็จรูปต่างๆ เช่น คุกกี้ แยมผลไม้ เยลลี่สำเร็จรูป เพิ่มเติม

ต่อมาในปี 2528 มีการสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ขนาด 42 ไร่ ณ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้ชื่อ “บริษัท อิมพีเรียล เยนเนอรัล ฟูดส์ อินดัสทรี่ จํากัด” เพื่อรองรับธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลิตบิสกิต คุกกี้ แครกเกอร์ ขนมอบ เวเฟอร์ น้ำตาลก้อน และที่สำคัญยังเป็นจุดกำเนิดของ “คุกกี้อิมพีเรียล” อีกด้วย

ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลไทยมีมาตรการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และประกาศห้ามนำเข้าอาหารประเภทขนมปังกรอบซึ่งรวมถึงคุกกี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการผลิตภายในประเทศ กิมจั๊วพาณิชย์จึงต้องปรับกลยุทธ์โดยใช้ความพร้อมที่มี จากที่เคยนำเข้าคุกกี้จากเดนมาร์กมาสู่การเดินเครื่องผลิตคุกกี้เป็นแบรนด์ของตนเอง ในชื่อ “อิมพีเรียล บัตเตอร์ คุกกี้ สูตรเดนมาร์ก” (Imperial Danish Style Butter Cookies) ประกอบด้วยคุกกี้ 5 แบบ ได้แก่ วานิลลาริง, เพรทเซล, ฟินนิช (สี่เหลี่ยม), สปีซี่ (กลม) และเคอร์เร้นท์ (คุกกี้มีลูกเกด) ถือเป็นจุดกำเนิดคุกกี้กล่องแดงอิมพีเรียลก็อยู่คู่คนไทยมานานถึง 39 ปี

สาขาบางพลี_คุกกี้.jpg

หลังจากนั้นกิมจั๊วพาณิชย์มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพิ่มการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Dairy Products ได้แก่ นม เนย ชีส และมาการีน ผลิตน้ำส้มซันควิก ตลอดจนเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในธุรกิจเบเกอรี่ อีกทั้งยังมีการขยายโรงงานและตั้งศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดต่างๆ ทั้ง เชียงใหม่  ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

ที่สำคัญในปี 2558 ยังได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้ชื่อ “KCG Excellence Center” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์นวัตกรรมด้านอาหารที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และได้ควบรวมบริษัท ยูไนเต็ด แดรี่ ฟูดส์ จํากัด และบริษัท อิมพีเรียล เยนเนอรัล ฟูดส์ อินดัสทรี่ จํากัด มาอยู่รวมกันภายใต้บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวธีระนุสรณ์กิจ

กระทั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมาถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเคซีจี คอร์ปอเรชั่น เมื่อบริษัทฯ ตัดสินใจเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พลิกโฉมสู่การเป็นบริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ในที่สุด

p20-21-weekly-kcg-04.jpg

เจาะพอร์ตโฟลิโอของ KCG กับยอดขายหลักพันล้าน

ปัจจุบัน KCG ถือเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับอาหารขนาดใหญ่ ที่มีช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C โดยส่งออกไปขายใน 20 ประเทศทั่วโลก มีผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม และมีสินค้ากว่า 2,300 SKU ประกอบด้วย

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทนม (Dairy Products) เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ได้แก่ เนย เนยแข็ง ชีส และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม เช่น นมพร้อมดื่ม วิปครีม โดยผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ อลาวรี่, อิมพีเรียล และแบรนด์น้องใหม่ ‘แดรี่โกลด์’ (DAIRYGOLD) รวมถึงมีแบรนด์นำเข้าจากทั่วโลกอย่าง Elle & Vire, Le Gall, Emmi, Emborg, Cantorel, Dairy Choice, Filata, Ile de France และ Shineroad เป็นต้น นอกจากนี้ KCG ยังเป็นผู้นำเข้าไอศกรีมแบรนด์ดัง Mövenpick Ice Cream อีกด้วย

2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการประกอบอาหารและเบเกอรี่ (Food & Beverage Ingredients – FBI) แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ส่วนผสมของอาหาร เช่น น้ำมันมะกอก อาหารสำเร็จรูป เส้นพาสต้า เนื้อสัตว์และอาหารทะเล, ผลิตภัณฑ์สำหรับการทำเบเกอรี่ อย่าง แป้งเค้ก แป้งขนมปัง แป้งแพนเค้ก, ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้เข้มข้น และอุปกรณ์ทำเบเกอรี่และประกอบอาหารที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

สำหรับแบรนด์สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ FBI มีแบรนด์แฟล็กชิปอย่าง อิมพีเรียล, ซันควิก (SUNQUICK) และ bake master มีแบรนด์นำเข้า เช่น Moulins Bourgeois, Bruggeman, Ciao – Il Pomodoro di Napoli, RISO Scotti และ La Española เป็นต้น

3. กลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต (Biscuits), แครกเกอร์, เวเฟอร์ และเยลลี่ (Biscuits) ภายใต้แบรนด์ อิมพีเรียล, Cookie choice, Rosy, Violet, Bakers’ Choice และแบรนด์เยลลี่ Variety

p20-21-weekly-kcg-05.jpg

ภาพจาก www.kcgcorporation.com

แต่เดิม KCG เน้นช่องทางการขายให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ หรือแบบ B2B (Business to Business) ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ผู้ผลิตอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม เป็นหลัก แต่หลังจากวิกฤตโควิด-19 บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรุกเข้าสู่กลุ่มลูกค้าผู้บริโภคหรือ B2C (Business to Customer) มากขึ้น โดยผ่านช่องทางร้านค้าทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ และด้วยความหลากหลายของสินค้า ความแข็งแกร่งของแบรนด์ทั้งที่ผลิตเองและนำเข้า ประกอบกับช่องทางการขายที่ครอบคลุมทำให้ในแต่ละปี KCG สามารถกวาดยอดขายหลักพันล้านบาทไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลูกหม้อคนสำคัญที่ร่วมงานกับ KCG มากว่า 35 ปี และเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนี้สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 กล่าวกับ “ผู้จัดการ 360 องศา” ว่า

“ปี 2566 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ KCG ทำนิวไฮทั้ง Top Line และ Bottom Line เราปิดยอดขายรวมไปที่  7,157 ล้านบาท เติบโต 16.2% มีกำไรสุทธิ 305.9 ล้านบาท เติบโต 26.9% ทั้งกำไรสุทธิและรายได้จากการขายถือว่าเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 65 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งธุรกิจเมื่อปี 2501”

โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Dairy Products เป็นกลุ่มที่สร้างยอดขายได้มากที่สุด ที่ 4,086.5 ล้านบาท เติบโต 15.0% ตามมาด้วยกลุ่ม FBI มีรายได้ 2,061.1 ล้านบาท เติบโต 15.3% และกลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต มีรายได้ 1,009.3 ล้านบาท เติบโต 23.9%

p20-21-weekly-kcg-03.jpg

ถ้าจำแนกผลประกอบการตามช่องทางการจำหน่ายพบว่า ช่องทาง B2B มียอดขาย 2,892.7 ล้านบาท เติบโต 14.2% ช่องทาง B2C มีรายได้ 3,938.6 ล้านบาท เติบโต 17.7% และส่งออกมียอดขาย 325.7 ล้านบาท เติบโต 18.1% สำหรับไตรมาสแรกของปี 2567 KCG ก็เปิดศักราชไปได้อย่างสวยงาม ด้วยยอดขายรวม 1,785.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% และมีกำไรสุทธิ 71.6 ล้านบาท เติบโต 22.5%

ดำรงชัยเสริมว่า เคล็ดลับที่ทำให้ KCG ประสบความสำเร็จและขึ้นมาเป็นผู้นำทางธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์อาหารตะวันตกที่ยืนระยะได้ยาวนานกว่า 60 ปี มาจากการพัฒนาแบบผสมผสาน (Fusion) เพื่อหานวัตกรรมใหม่ๆ มาตอบโจทย์ผู้บริโภค

“ถ้าย้อนไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้น สิ่งที่ KCG ทำมาตลอดคือ ‘Fusion’ ตั้งแต่การนำวัตถุดิบอาหารตะวันตกเข้ามาในประเทศไทย มาจนถึงการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารตะวันตกในประเทศไทยสำเร็จ สิ่งที่ KCG ทำคือการ Crossover ข้ามสายพันธุ์มาตลอด เช่น DAIRYGOLD ชีสสไลซ์แผ่นรสกะเพรา หรือ IMPERIAL Edible Cookie Cup นวัตกรรมแก้วกาแฟกินได้ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป”

p20-21-weekly-kcg-02.jpg

และในฐานะผู้นำของ KCG ดำรงชัยได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการสานต่อความสำเร็จครั้งนี้ว่า KCG จะขับเคลื่อนธุรกิจผ่านวิสัยทัศน์ ‘Transition Towards Sustainable Growth’ พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา 2 มิติ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ภายใต้การขับเคลื่อน 7 เสาหลัก ได้แก่ 1. การเติบโตทางธุรกิจ 2. พัฒนาบุคลากร 3. ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี 4. ขยายตลาดส่งออก 5. ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า 6. ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ และ 7. ส่งเสริมความยั่งยืน โดยปี 2567 KCG ยังมีแผนลงทุนขยายไลน์การผลิตเนยเพิ่มเติมด้วยงบลงทุน 220 ล้านบาท เพราะตลาดเมืองไทยยังมีโอกาสในการเติบโตได้อยู่

จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น หลังจากเติบโตแบบเงียบๆ มานาน เห็นทีครั้งนี้ยักษ์ใหญ่อย่าง KCG น่าจะมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาออกมาให้เราเห็นกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน.