28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ดา บ็อก ฮยาง บุกไทย ดันหมาล่าเกาหลี รสนัวๆ

ดา บ็อก ฮยาง บุกไทย ดันหมาล่าเกาหลี รสนัวๆ

p20-21-weekly-dabok-01.jpg

“ดา บ็อก ฮยาง” (Da Bok Hyang) หมาล่าจากเกาหลี เริ่มเปิดเกมรุกบุกเมืองไทย ประเดิมสาขาต้นแบบใจกลางย่านสยามสแควร์และเปิดขายแฟรนไชส์ นำร่องไปแล้ว 3 สาขา โดยตั้งเป้าปีนี้จะผุดเพิ่มอย่างน้อยอีก 15 สาขา ช่วงชิงตลาดรวมที่มียอดขายกว่า 12,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน หากดูข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า ตลาดธุรกิจหมาล่าในประเทศไทยแบ่งตามช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ กลุ่มร้านอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนมากสุด 80% ร้านค้าปลีก 15% และฟูดดีลิเวอรีอีก 5% โดยกลุ่มร้านอาหารหมาล่าหม้อไฟเปิดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จาก 15,000 ร้านในปี 2565 เพิ่มเป็น 16,000 ร้านในปี 2566 คิดเป็นอัตราการเติบโต 7.3% และคาดว่า ปี 2567 จะมีจำนวนร้านเพิ่มขึ้นเป็น 17,000 ร้าน

ทั้งนี้ กระแสเมนูเผ็ดลิ้นชาในประเทศไทยน่าจะเกิดขึ้นช่วงปี 2561 เมื่อร้าน Hai Di Lao จากประเทศจีนเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย และจุดประกายตลาดกลายเป็นเมนูแปลกใหม่และรสชาติเผ็ดจัดจ้านเข้ากับความชอบของคนไทยอยู่แล้ว

p20-21-weekly-dabok-02.jpg

ส่วนร้านที่เป็นต้นกำเนิดหมาล่าสายพานจนผุดไปทั่วเมือง คือ สุกี้จินดา ที่เกิดไอเดียเพิ่มสายพานเข้ามาเป็นกิมมิก และการกินหม้อไฟที่เป็นแบบหม้อเดี่ยว ราคาเข้าถึงได้ง่าย โดยคิดราคาเป็นไม้ ไม้ละ 5-50 บาท กลายเป็นต้นแบบใหม่ของร้านหมาล่าหม้อไฟ ขณะที่มีผู้ประกอบการพลิกแพลงบริการรูปแบบต่างๆ เช่น ร้านสุกี้หมาล่า หมาล่าเสียบไม้ปิ้งย่างในฟูดทรัก หมาล่าแบบคีบ และหมาล่าแบบ Delivery

สำหรับ “ดา บ็อก ฮยาง” แม้เป็นแบรนด์เกาหลีเจ้าแรกที่เข้ามาชิมลางในสมรภูมิประเทศไทย แต่ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เพราะประกอบกิจการร้านหมาล่าที่จังหวัดคย็องกี ประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่ปี 2562 หลังหมาล่าจีนเข้าไปบุกเกาหลี โดยคิดค้นสูตรเครื่องปรุงขึ้นมาใหม่และได้รับความนิยมอย่างมากจนพัฒนาแบรนด์แฟรนไชส์ที่มีสาขาทั่วเกาหลีใต้กว่า 100 แห่ง รวมทั้งเป็นเจ้าแรกในเกาหลีใต้ที่มีโรงงานผลิตเครื่องปรุงหม่าล่าทังของตนเอง

จุลพงษ์ ถวัลย์เถลิงฤทธิ์ Business Development แฟรนไชส์ ดา บ็อก ฮยาง กล่าวกับ “ผู้จัดการ 360 องศา” ว่า ดา บ็อก ฮยาง ถือเป็นแฟรนไชส์หมาล่าจากเกาหลีเจ้าแรกที่มาบุกเมืองไทย โดยพาร์ตเนอร์ของผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นคนเกาหลี แต่งงานกับภรรยาคนไทย มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 9 ปี เขาเห็นตลาดอาหารหมาล่าได้รับความนิยมมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องปรุงจากประเทศจีน เขาจึงเกิดไอเดียอยากสร้างความแตกต่าง เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่อยากได้รสชาตินัวๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี มีฟิวชันในตัวหมาล่า

p20-21-weekly-dabok-03.jpg

“หมาล่าเป็นอาหารจีน แต่ ดา บ็อก ฮยาง พัฒนาสูตรเอง โดยเอาซอสที่เป็นส่วนผสมเฉพาะทางเกาหลีใส่เข้าไปด้วย ฉะนั้นตัวทัง หรือน้ำซุปไม่ได้เผ็ดลิ้นชา แต่มีความนัวๆ ครีมมี่ ครีมมี่ นิดหนึ่ง ยกเว้นเมนูผัดแห้งที่เป็นตัวออริจินัล มีเครื่องเทศของจีนที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้นลูกค้าสามารถลิ้มรสชาติได้ทั้งสองรูปแบบ ทั้งคนที่ชอบแบบออริจินัลกับคนที่ชอบแบบฟิวชันเกาหลี”

เมนูไฮไลต์ มีหมาล่าทังและหม่าล่าผัดแห้ง ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบต่างๆ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และเส้นสไตล์ต่างๆ ทั้งเส้นรามยอง ต๊อกชีส ต๊อกมันม่วง เส้นมันเทศ คิดราคาเริ่มต้นขีดละ 49 บาท และเลือกระดับความเผ็ดได้ นอกจากนั้น มีเมนูหมูทอดซอสเปรี้ยวหวาน ข้าวผัดสไตล์เกาหลี ซึ่งเฉลี่ยต่อมื้อประมาณ 250-300 บาท

ปัจจุบันบริษัทมีร้านสาขา 3 แห่ง โดยเปิดสาขาต้นแบบแห่งแรกใจกลางสยามสแควร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ขนาดพื้นที่เกือบ 200 ตารางเมตร หลังจากนั้นทยอยเผยสาขาแฟรนไชส์ ได้แก่ สาขาสะพานควาย สาขาระยองซิตี้ และเร็วๆ นี้จะเปิดที่นนทบุรี โดยหลังจากนี้จะเน้นสาขาแฟรนไชส์เป็นหลัก เจาะทำเลศูนย์การค้าใจกลางเมือง แหล่งชุมชน คอมมูนิตี้มอลล์ใกล้หมู่บ้าน กลุ่มเรสซิเดนเชียลที่มีกำลังซื้อ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น โคราช ภูเก็ต เชียงใหม่

p20-21-weekly-dabok-04.jpg

จุลพงษ์กล่าวว่า ดา บ็อก ฮยาง ในภาษาเกาหลี หมายถึงการที่ทุกคนในครอบครัวมีความสุขกับมื้ออาหาร เราจึงมีอาหารเหมาะกับทุกคน ไม่ใช่แค่เผ็ดลิ้นชา และลูกค้าเลือกวัตถุดิบต่างๆ ได้ เหมาะทั้งกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา คนทำงานและครอบครัว ซึ่งเท่าที่เปิดให้บริการมีลูกค้าตอบรับดีมาก โดยเฉพาะสาขาแรกย่านสยามสแควร์ ทำยอดขายเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน

ในส่วนการขายสิทธิ์แฟรนไชส์นั้น บริษัทกำหนดไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Plan A  ขนาดพื้นที่ 50 ตารางเมตร งบลงทุนรวม 1,558,400 บาท Plan B  ขนาดพื้นที่ 90 ตารางเมตร งบลงทุนรวม 2,198,500 บาท และ Plan C ขนาดพื้นที่ 120 ตารางเมตร งบลงทุนรวม 2,781,500 บาท

p20-21-weekly-dabok-05.jpg

ทุกแผนรวมค่าแฟรนไชส์ ค่าอุปกรณ์และการตกแต่งห้องครัว ระยะเวลาสัญญา 3 ปี โดยผู้ซื้อสิทธิ์จะมีที่ปรึกษาด้านต่างๆ เช่น การประเมินงบประมาณลงทุน การวิเคราะห์ทำเล การออกแบบภายในร้านและการวางระบบบริหารจัดการ การสรรหาบุคลากร การฝึกอบรมให้พร้อมเปิดร้านได้ และการส่งเสริมด้านการตลาด

ถามว่า ร้านหมาล่าเปิดใหม่จำนวนมากแล้วจะสามารถทำกำไรดีหรือไม่ จุลพงษ์ตอบ “ผู้จัดการ360องศา” ว่า ประเด็นนี้ถือเป็นคำถามของนักลงทุนหลายคน หรือจะเป็นเพียงแค่กระแส แต่บริษัทเน้นทำ R&D ด้วย พัฒนาเมนูใหม่ๆ ให้เกิดความว้าวออกมาเรื่อยๆ แบรนด์ดังๆ ยังมี Seasonal Menus ดา บ็อก ฮยาง จะมีเช่นกัน รวมถึงการพัฒนาแบรนดิ้งต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วย.

p20-21-weekly-dabok-06.jpg

ตำนานพริกฮวาเจียว หม้อไฟกรรมกรลากเรือ

“หมาล่า” มาจากอักษรจีนสองตัว ได้แก่ หมา () แปลว่า “ชา” กับ ล่า () แปลว่า “เผ็ด” หรือรสชาติเผ็ดจนลิ้นชา โดยมีพริกชนิดหนึ่งเป็นส่วนประกอบหลัก ชื่อ “ฮวาเจียว” หรือเรียกกัน “พริกไทยเสฉวน” เคี่ยวกับพริกและเครื่องเทศอื่นๆ ในน้ำมัน ถือเป็นรสชาติของอาหารประจำภูมิภาคในเมืองฉงชิ่งและเสฉวน

ปัจจุบันหมาล่ากลายเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมชนิดหนึ่งในอาหารจีนหลากหลายเมนู ทั้งอาหารผัด อาหารตุ๋น ซุป จนถึงหม้อไฟหรือหม้อจุ่ม

ในมณฑลเสฉวนและมณฑลยูนนานมีการใช้หมาล่าชนิดผง เพื่อปรุงรสอาหารเรียกน้ำย่อยและอาหารริมทาง เช่น เต้าหู้เหม็น เฟรนช์ฟรายส์ เนื้อสัตว์และผักเสียบไม้ย่าง

บรรดาชาวจีนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฮวาเจียวที่มีคุณภาพดีสุดต้องมาจากเมืองฉงชิ่ง ซึ่งถือเป็นเมืองต้นกำเนิดการกินอาหารรสหมาล่า

เมืองแห่งนี้อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เคยเป็นเมืองในเขตการปกครองของมณฑลเสฉวน ผู้คนใช้ลำน้ำแยงซีเกียงเป็นเส้นทางคมนาคมทางเรือ ขนส่งสินค้าในประเทศและส่งออกไปขายยังต่างประเทศ โดยอาศัยกรรมกรคนลากเรือ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มคนยากจน

เล่ากันว่า คนลากเรือพวกนี้มักนั่งจับกลุ่มกันกินอาหารรวม ๆ กัน  ใช้ก้อนหินตามแม่น้ำมาตั้งเป็นฐานแล้วก่อไฟแล้วเอาหม้อ หรือกระทะใบใหญ่ ใส่น้ำจากแม่น้ำ ต้มเดือด เอาผักหรือเครื่องเทศต่าง ๆ ที่ขึ้นตามริมฝั่งของแม่น้ำใส่ลงไปในกระทะนั้นและต้มกินรวม ๆ กัน และด้วยความยากจน จึงไม่มีโอกาสได้กินเนื้อสัตว์ อย่างดีมีเครื่องในสัตว์ราคาถูกๆ หรือหัวหมู ซึ่งคนมีเงินไม่นิยมกิน เพราะเหม็นคาว

พวกคนลากเรือจึงนิยมใช้เครื่องเทศที่เก็บได้ตามริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง อย่างฮวาเจียว ใส่ในอาหาร เพื่อดับกลิ่นคาว และให้รสเผ็ดจัดๆ ปรุงรสหม้อต้มผักและเครื่องในสัตว์ ซึ่งการกินอาหารหม้อไฟ รสเผ็ดจัด กลายเป็นเมนูภูมิปัญญาปรับสมดุลเลือดลมของร่างกาย เสริมภูมิต้านทานความแข็งแรง ทำงานหนักได้ทนทาน ไม่ค่อยเจ็บป่วย ทั้งที่ต้องลากเรือ อยู่ในน้ำและอากาศหนาวเย็น

เหตุผลนั้นเอง ชาวบ้านหลายคนจึงหันมากินอาหารรสจัดและทำเครื่องเทศรสเผ็ดลิ้นชา หรือ “หมาล่า” ปรุงใส่อาหารกัน เล่าลือปากต่อปากจนกระจายทั่วมณฑลเสฉวนและทั่วทั้งประเทศจีน เกิดเมนูยอดนิยม เช่น หมาล่าทัง เนื้อเสียบไม้และผักในน้ำซุป สุกี้หมาล่า เนื้อย่างเสียบไม้โรยด้วยผงปรุงย่างบนเตา หมาล่าผัดแห้ง หมาล่าคอเป็ด เมนูเนื้อไก่เย็น เมนูเนื้อวัว ลิ้น เอ็นตุ๋นในซอสน้ำมันหมาล่า รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และมันฝรั่งน้ำใส.