12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

นวลพรรณ ล่ำซำ สร้างฐานใหม่ “เมืองไทยประกันภัย”

หลังดีลประวัติศาสตร์ควบรวมกิจการ “เมืองไทยประกันภัย” กับ “ภัทรประกันภัย” เมื่อปี 2551 นวลพรรณ ล่ำซำ ใช้จุดแข็งจากฐานทางการเงิน ฐานการบริหาร ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และช่องทางการตลาด เปิดเกมรุกช่วงชิงส่วนแบ่ง เปลี่ยนสถานะจากบริษัทรั้งท้ายไม่ติดอันดับ กระโดดสู่กลุ่มท็อปไฟว์ กวาดเบี้ยประกัน…

นวลพรรณ ล่ำซำ สร้างฐานใหม่ “เมืองไทยประกันภัย”

หลังดีลประวัติศาสตร์ควบรวมกิจการ “เมืองไทยประกันภัย” กับ “ภัทรประกันภัย” เมื่อปี 2551 นวลพรรณ ล่ำซำ ใช้จุดแข็งจากฐานทางการเงิน ฐานการบริหาร ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และช่องทางการตลาด เปิดเกมรุกช่วงชิงส่วนแบ่ง เปลี่ยนสถานะจากบริษัทรั้งท้ายไม่ติดอันดับ กระโดดสู่กลุ่มท็อปไฟว์ กวาดเบี้ยประกันภัยทะลุหลักหมื่นล้านบาท และล่าสุดแซงหน้าบริษัทคู่แข่งยึดอันดับ 4 ในตลาด ดันกำไรพุ่งสูงสุดติดต่อกัน 3 ปี แน่นอนว่าชื่อนวลพรรณ ล่ำซำ ฉายา “มาดามแป้ง” “สวยประหาร” และ “นางฟ้าท่าเรือ” ด้านหนึ่งสร้างสีสันให้องค์กรธุรกิจ แต่สำคัญมากกว่านั้น นวลพรรณมักย้ำกับสื่อทุกครั้งว่า เติบโตและเรียนรู้ธุรกิจประกันวินาศภัยมาตลอดชีวิต ตั้งแต่รุ่นพ่อ คือ โพธิพงษ์ ล่ำซำ จนเข้ามาบริหารงานนานเกือบ 10 ปี และเชื่อมั่นว่า ประกันภัย คือปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ ซึ่งหมายถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจอีกมากมาย แต่ต้องสร้าง “จุดต่าง” จากคู่แข่ง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การประกันภัยหลากหลายรูปแบบตามสถานการณ์และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย เพราะในอดีตผลิตภัณฑ์ในตลาดประกันวินาศภัยเหมือนถูกจำกัดไว้ไม่กี่ประเภท เช่น ประกันภัยอัคคีภัย ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ ประกันภัยการขนส่งทางทะเล นวลพรรณตั้งโจทย์ให้ “เมืองไทยประกันภัย” ต้องมีกรมธรรม์สนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจ เพราะถือเป็นกลุ่มเป้าหมายมูลค่าสูงและคู่แข่งยังไม่เน้นเจาะตลาด โดยใช้เวลาหลายปีฟอร์มทีมงานพิเศษระดับหัวกะทิ จำนวน 8 คน คิดค้นและออกแบบกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับภาคธุรกิจ เรียกว่า “Special Product” ระยะแรกในฐานะกรรมการผู้จัดการและเจ้าของโปรเจกต์ นวลพรรณและทีมงานต้องเดินทางไปเรียนรู้การประกันวินาศภัยทุกรูปแบบในต่างประเทศและออกแบบกรมธรรม์ที่เหมาะกับภาคธุรกิจไทย รวมทั้งออกโรงนำเสนอให้กลุ่มลูกค้าด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ สเปเชียลโปรดักส์ที่ออกสู่ตลาด ได้แก่ ประกันภัยอัญมณีและทองคำ (Jewelry Block)/ ประกันภัยของสะสม ประเภทศิลปวัตถุ, ประกันภัยการก่อการร้าย (Political Violence) เน้นธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ โรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม ธนาคาร ประกันภัยเครื่องบินและความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากเครื่องบิน (Aviation Insurance), ประกันภัยสินเชื่อทางการค้า (Trade Credit) คุ้มครองการไม่ชำระค่าสินค้าจากสาเหตุต่างๆ เช่น ผู้ซื้อล้มละลาย สงคราม การปฏิวัติรัฐประหาร ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร (Directors’ and Officer’ Liability) คุ้มครองความเสียหายทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่เกิดจากการบริหารงานผิดพลาด รวมถึงประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากวิชาชีพ เช่น ความประมาทเลินเล่อของแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทีมงานสเปเชียลกลุ่มนี้ ทุกคนจะถูกส่งไปเรียนรู้ข้อมูลในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษารูปแบบการประกันวินาศภัยใหม่ๆ ล่าสุด กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยพิเศษสามารถสร้างเม็ดเงินรายได้เฉลี่ย 700-800 ล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 10% ของเบี้ยรับรวมและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีศักยภาพ ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ไม่พึ่งพิงเฉพาะประภัยรถยนต์ที่แข่งขันสูงและเริ่มชะลอตัวตามตลาดรถยนต์ เมื่อเร็วๆ นี้ นวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันรับตรงอยู่ที่ 11,986 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นประกันภัยรถยนต์ (Motor) 48% และประกันภัยทั่วไป (Non-Motor) 52% โดยเติบโตต่อเนื่องจากปี 2557 ที่มีผลกำไรสุทธิ 856 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรสูงสุดนับตั้งแต่บริษัทควบรวมกิจการและมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,233 ล้านบาท สูงขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 15.1% โดยเป็นเบี้ยประกันภัยรับตรง 10,028 ล้านบาท คิดเป็นอันดับที่ 4 ของอุตสาหกรรม หากเปรียบเทียบเบี้ยในแต่ละกลุ่ม ปี 2557 แบ่งสัดส่วนการประกันภัยรถยนต์ 49% และประกันภัยทั่วไป 51% ซึ่งแยกเป็นประกันภัยอัคคีภัย 12% ประกันภัยการขนส่งทางทะเล 2% ประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ 17% และประกันภัยเบ็ดเตล็ด 20% ปี 2558 มีการเพิ่มสัดส่วนกลุ่มประกันภัยทั่วไปอยู่ที่ 52% โดยเฉพาะกลุ่มประกันภัยเบ็ดเตล็ด เพราะมีศักยภาพเติบโต ทั้งการประกันภัยสำหรับบุคคลและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นโจทย์ทางการตลาดที่นวลพรรณวางแผนไว้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว ล่าสุด เมืองไทยประกันภัยเปิดตัวกรมธรรม์รูปแบบ Collection ทั้งประกันภัยบ้าน รถยนต์ และจักรยาน ใช้ชื่อว่า “เมืองไทยดียกกำลัง 8” เริ่มจากประกันภัยรถยนต์ ให้ความคุ้มครอง 8 อย่าง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างนำรถเข้าซ่อม 2,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 3 ครั้งต่อปี บริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เบี้ยประกันภัย 8,888 บาท ประกันบ้านให้ความคุ้มครอง 18 อย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับที่พักอาศัยชั่วคราว 1,000 บาทต่อวัน, ความรับผิดต่อความเสียหายของบุคคลภายนอกจากอุบัติเหตุ, การโจรกรรม การลักทรัพย์ และการปล้นทรัพย์ เบี้ยประกันภัย 1,600–18,200 บาท สำหรับประกันภัยจักรยาน ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่เปิดขายผ่านตัวแทน มีการให้เงินชดเชยรายวัน กรณีรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน เนื่องจากอุบัติเหตุ 500 บาท ต่อวัน สูงสุด 30 วันต่ออุบัติเหตุ 1 ครั้งและให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงถึง 300,000 บาท ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้จักรยานทั่วประเทศ 2.25 ล้านคน เป็นผู้ใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวมากถึง 260,000 คนและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในแง่เทรนด์การออกกำลังกายและปัญหาการจราจรติดขัด “ประกันวินาศภัยจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แข่งราคาอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องมีบริการและรูปแบบใหม่ๆ อย่างประกันภัยจักรยานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่จับไลฟ์สไตล์และเทรนด์การออกกำลังกายมาออกแบบกรมธรรม์ ไม่ใช่เน้นเฉพาะตัวจักรยาน แต่เน้นคุ้มครองผู้ขับขี่ด้วย” อีกข้อที่นวลพรรณย้ำว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของธุรกิจประกันวินาศภัย คือการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพราะเป็นดัชนีวัดความมั่นคงของบริษัทและเป็นปัจจัยการตัดสินใจของกลุ่มลูกค้าด้วย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตต่างๆ ทั้งวิกฤตทางการเมือง วิกฤตทางการเงิน รวมถึงวิกฤตจากภัยธรรมชาติอย่างมหาอุทกภัยปี 2554 แม้ยังไม่เกิดกับ “เมืองไทยประกันภัย” แต่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การเปิดเสรีประกันภัยและต่างชาติที่กำลังรุกเจาะตลาดหลังเปิดเออีซี สถานการณ์ทั้งหมดกำลังย้อนรอยประวัติศาสตร์ บทเรียนที่ “ล่ำซำประกันภัย” เคยประสบจนเกือบปิดฉากธุรกิจมาแล้ว