สิงห์ เอสเตท ดึงยูนิเทค พีซีบี เปิดฐานผลิตแห่งแรกในไทย ณ นิคมฯ เอส อ่างทอง ตอกย้ำศักยภาพนิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุน PCB ระดับโลก
นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ภายใต้แนวคิด Eco Factory & Green Industry มุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมทั้งรักษาความสมบูรณ์ด้านสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ ซึ่งนิคมฯ เอส อ่างทอง ถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (SET: S) นำโดย นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร นายกำจร ลีประพันธ์กุล และนางสาวศิริธร ธํารงนาวาสวัสดิ์ ร่วมแสดงความยินดีกับ มร. ผิง-เจ่า จาง ผู้ก่อตั้ง และ มร. ลอว์เรนซ์ จาง ประธานบริษัท ยูนิเทค พีซีบี (ไทยแลนด์) จำกัด เนื่องในโอกาสเปิดฐานการผลิตแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง โดยบริษัท ยูนิเทค พีซีบี (ไทยแลนด์) จำกัด ถือเป็นผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ HDI รายใหญ่ระดับโลก ได้พัฒนาโรงงานบนพื้นที่กว่า 56 ไร่ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์สำหรับการส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘S’ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับบริษัท ยูนิเทค พีซีบี ในครั้งนี้ เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีนัยสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสิงห์ เอสเตท ในการสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน และสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพของประเทศไทย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนครั้งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสู่มาตรฐานสากล พร้อมสนับสนุนการขยายฐานการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ โดยอุตสาหกรรมการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB และ PCBA) เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิต PCB อันดับหนึ่งในอาเซียน และติดอันดับ 5 ของโลก สะท้อนความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก”

“ทั้งนี้ การที่บริษัท ยูนิเทค พีซีบี ผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ HDI รายใหญ่ระดับโลก เลือกตั้งฐานการผลิตแห่งแรกในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ตอกย้ำศักยภาพของนิคมฯ ในการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ระบบสาธารณูปโภคครบวงจร อาทิ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจำนวน 3 โรง กำลังการผลิตไฟฟ้า รวมกว่า 400 เมกะวัตต์ พร้อมระบบจ่ายไฟฟ้า 22 kV และ 115 kV รองรับความต้องการไฟฟ้าในปริมาณมากและมีเสถียรภาพสูง, น้ำประปาที่มีคุณภาพสูง สะอาด ด้วยระบบอัลตร้าฟิลเทรชั่น ซึ่งสามารถผลิตน้ำได้ถึง 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Eco Factory & Green Industry เพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม” นายชัยรัตน์ กล่าวเสริม