พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่กำลังสลายข้อจำกัดของ “อาหารเจ” จากเดิมที่เคยจำกัดอยู่เพียงช่วงเวลา 9 วันของเทศกาลถือศีลกินผัก ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารปกติในชีวิตประจำวัน ตลาดอาหาร Plant-based และอาหารเพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าสูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาท จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทานอย่าง บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) มุ่งเป้าขยายฐานการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในการเข้าร่วมสืบสานประประเพณีถือศีล กินผัก จังหวัดภูเก็ต ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ซีพีแรมได้ขนทัพผลิตภัณฑ์อาหารเจ วีแกน และมังสวิรัติกว่า 50 รายการ เข้าสู่ตลาด โดยใช้ภูเก็ตเป็น “Sandbox” ในการทดสอบผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางประชากร ทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชัดเจน

ณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สะท้อนภาพการขับเคลื่อนในครั้งนี้ว่า “ประเพณีถือศีล กินผัก จังหวัดภูเก็ต เป็นประเพณีอันทรงคุณค่าทั้งในเรื่องความศรัทธา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน สิ่งสำคัญคือการรักษาแก่นของประเพณีไว้ ขณะที่รูปแบบการบริโภคของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป การเข้าร่วมงานของซีพีแรมในปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำอาหารพร้อมรับประทานเจมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค แต่เป็นการใช้ความเชี่ยวชาญด้านอาหารมาพัฒนาทั้งรสชาติ คุณภาพ ความสะดวก ความคุ้มค่า และสุขภาพ เป้าหมายคือทำให้อาหารเจเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น และมีโอกาสต่อยอดจากการบริโภคตามเทศกาลไปสู่การเลือกกินในชีวิตประจำวัน”

ความท้าทายหลักของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการชูภาพลักษณ์ที่ดีต่อร่างกาย แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภคให้ได้ ทั้งความอร่อย ความคุ้มค่า ความสะดวก และการเข้าถึงง่าย การขยายตัวของกลุ่ม Flexitarian หรือผู้บริโภคที่เลือกเพิ่มอาหารจากพืชโดยไม่ได้ตัดเนื้อสัตว์ออกจากมื้ออาหารอย่างสิ้นเชิง ทำให้ซีพีแรมต้องปรับกลยุทธ์สินค้าให้ครอบคลุมทุกช่วงเวลาของการบริโภค



สำหรับไลน์สินค้าในปีนี้ ซีพีแรมได้กระจายทางเลือกผ่านแบรนด์ในเครืออย่างครอบคลุม ได้แก่:
- VG for Love: เน้นการลดช่องว่างระหว่างอาหารเจกับมื้อปกติ นำเสนอเมนูที่คุ้นเคยอย่าง ผัดหมี่ซั่วเจ ข้าวกะเพราหมูกรอบเจ รวมถึงเมนูไฮไลท์อย่าง สปาเก็ตตี้ขี้เมาหมูกรอบวีแกน และจัมโบ้บิ๊กเปาเห็ดหอมผัดพริกสด
- เลอแปง: เจาะมื้อเช้าและมื้อว่างด้วยคัพเค้กกล้วยหอมสูตรเจ ขนมปังรสช็อกโกแลตชิพสูตรเจ และขนมปังลูกเกดสูตรเจ
- เจด ดราก้อน: ร่วมมือกับ “ดีน่า” เปิดตัวซาลาเปาเจ 3 รสชาติ ได้แก่ ซาลาเปานมถั่วเหลืองผสมงาดำ ซาลาเปานมถั่วเหลืองผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่ และซาลาเปานมถั่วเหลืองผสมจมูกข้าวญี่ปุ่น ซึ่งตอบรับกับเทรนด์ Longevity และ Healthy Aging ที่กำลังเติบโต
- เมนูชูรสชาติท้องถิ่น: เช่น ข้าวคั่วกลิ้งเจ ซึ่งนำรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้มาพัฒนา เพื่อทดสอบการซื้อซ้ำก่อนวางแผนขยายไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

“ภูเก็ตยังเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคหลายกลุ่มอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการดูว่าสินค้าแบบไหนได้รับการตอบรับ เมนูใดมีโอกาสเกิดการซื้อซ้ำ และระดับราคาใดที่ผู้บริโภคยอมรับ ข้อมูลจากช่วงเทศกาลสามารถนำกลับมาใช้พัฒนาสินค้า วางแผนการจำหน่าย และต่อยอดไปยังตลาดอื่นได้ หากผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในช่วงเทศกาลสามารถสร้างการซื้อซ้ำหลังจบงาน ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องให้กับธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยว การจับจ่าย และผู้ประกอบการในพื้นที่ให้เติบโตไปพร้อมกับประเพณี” ณัชโชติ กล่าวเสริม

การลงเล่นในตลาดเจยุคใหม่ คือการไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความเชี่ยวชาญในกรอบของเทศกาล แต่มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาวผ่านช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม ทั้ง 7-Eleven, แม็คโคร, โลตัส และร้านค้าชั้นนำกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์
“เทศกาลยังคงมีคุณค่าของความศรัทธาและวัฒนธรรมเหมือนเดิม สิ่งที่ภาคธุรกิจสามารถทำได้คือเพิ่มทางเลือกให้เหมาะกับผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยไม่เปลี่ยนแก่นของประเพณี หากเมนูที่พัฒนาขึ้นในช่วงเทศกาลได้รับการตอบรับและสามารถสร้างการซื้อซ้ำได้หลังจบเทศกาล ก็จะทำให้อาหารเจไม่ได้เป็นตลาดเพียง 9 วัน แต่มีโอกาสกลายเป็นอาหารที่ผู้บริโภคเลือกได้ในชีวิตประจำวัน และสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี” ณัชโชติ กล่าวทิ้งท้าย