ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ERTC) เปิดเผยรายงานในหัวข้อ "การสำรวจอุปสรรคและโอกาสทางการค้าทวิภาคี ไทย-สหราชอาณาจักร" ซึ่งมีเป้าประสงค์ในการมุ่งยกระดับความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรให้แน่นแฟ้นและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า แม้มูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2568 จะสูงถึง 225,000 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 17 ซึ่งสูงที่สุดในรอบทศวรรษ และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอยู่ประมาณ 66,700 ล้านบาท แต่ภาคการส่งออกและนำเข้ายังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญจากโครงสร้างภาษีที่ไม่สมดุล รวมถึงมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและกระบวนการทางกฎระเบียบที่ล่าช้า
เมื่อโครงสร้างภาษีและกฎระเบียบซับซ้อน กลายเป็นความท้าทายของภาคการผลิต
ผลการศึกษาชี้ว่า สินค้าสำคัญ 15 อันดับแรกซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภค ไปจนถึงอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือ New S-Curve มีมูลค่ารวมกันสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ดี การนำเข้าและส่งออกสินค้าเหล่านี้ระหว่างสองประเทศกลับเผชิญอุปสรรคทางด้านภาษีอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่าต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ระยะเวลาการอนุมัติ และการบริหารโควตานั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการค้าไม่น้อยไปกว่าอัตราภาษี โดยมีประเด็นสำคัญในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ปัญหาโควตาภาษี (Tariff-Rate Quota: TRQ) ซึ่งกำหนดปริมาณสินค้าที่ได้รับสิทธิ์เสียภาษีในอัตราต่ำหากอยู่ในโควตา ก่อนส่วนเกินโควตาจะถูกเก็บภาษีเต็มอัตรา โดยเนื้อไก่แปรรูปซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยในตลาดสหราชอาณาจักรได้รับปริมาณโควตาเพียง 1-1.3 แสนตัน ขณะที่ความต้องการส่งออกมีมากถึง 1.7 แสนตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการและทำให้การส่งออกส่วนเกินโควตาต้องเสียภาษีสูงถึง 39,000 บาทต่อตัน เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องที่แม้ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าถึงปี 2571 แต่กลับถูกผู้นำเข้าใช้ต่อรองราคาโดยเทียบกับคู่แข่งที่มีสิทธิพิเศษทางการค้ากับสหราชอาณาจักรอยู่แล้ว ตลอดจนความล่าช้าในการอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่ระหว่างรัฐต่อรัฐ ที่ใช้เวลานานถึง 4 ปี ขณะที่ในส่วนของการนำเข้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำเข้าจากสหราชอาณาจักรมาไทยต้องแบกรับภาษีซ้อนหลายชั้นรวมกันทั้งภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อสังคม และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมกันเป็นอัตราประมาณร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก พร้อมข้อกำหนดต่ออายุใบรับรองการตรวจวิเคราะห์ทุก 3 ปี
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ของสหราชอาณาจักรกระทบยอดส่งออกรถกระบะไทยอย่างหนัก ประกอบกับเทรนด์การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ทำให้ผู้ซื้อหันไปสั่งซื้อชิ้นส่วนจากยุโรปตะวันออกแทน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง และเลนส์ จากไทย ก็ต้องปรับตัวตามมาตรฐาน พ.ร.บ. Product Security and Telecommunications Infrastructure Act และข้อกำหนดความปลอดภัยที่ซับซ้อนของสหราชอาณาจักร ซึ่งเพิ่มภาระต้นทุนแก่ SMEs อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักรมายังไทย เช่น ผลิตภัณฑ์ยา ก็ต้องเผชิญความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนเฉลี่ยถึง 300 วันทำการ
เปิดโผสินค้าดาวรุ่งพุ่งแรง
แม้จะมีอุปสรรค แต่ผลงานวิจัยก็ชี้ให้เห็นว่ายังมีกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพเติบโตสูงในตลาดของทั้งสองประเทศในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีการเติบโตเชิงโครงสร้างและอัตรากำไรสูงจากความนิยมในการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ตกแต่งและดัดแปลงรถยนต์ และกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ไทยมีการนำเข้าจากสหราชอาณาจักรสูงขึ้นกว่าร้อยละ 12 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ช่วยเสริมบทบาทของไทยในฐานะ "ศูนย์กลางอาหารและวัฒนธรรมการกิน (Gastronomy Hub)" ของภูมิภาค เพิ่มความหลากหลายให้แก่ตลาดการบริโภคภายในประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ ขณะเดียวกัน ในสหราชอาณาจักรก็มีตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ให้ความสนใจ สุราและคราฟต์เบียร์ไทยเป็นจำนวนมาก

เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชน
ผศ. ดร. อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล ผู้อำนวยการ ERTC กล่าว "เอกสารรายงานฉบับนี้เป็นผลจากการวิจัยและการหารือโดยตรงกับภาคธุรกิจทั้งสองฝั่งตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปี เป้าประสงค์ของเราคือการยกระดับจากการพูดคุยเชิงหลักการ ไปสู่การชี้อุปสรรคทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจทางการค้าจริง เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายของทั้งสองประเทศมีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนสำหรับการหารือ"
ความเห็นจากสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า "ผลรายงานฉบับนี้สะท้อนสิ่งที่ผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมได้ให้ความเห็นไว้ ในการเข้าสู่ตลาดสหราชอาณาจักร นั่นคือ มาตรการทางเทคนิค กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึง ระยะเวลาขออนุมัติที่ยาวนาน ซึ่งล้วนมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าหากวันนี้ภาษีนำเข้าลดลง แต่สินค้าที่ยังไม่เคยเข้าตลาดก็ยังต้องใช้เวลาในการปฏิบัติตามกฎระเบียบหลายเดือน เปรียบเทียบกับสินค้าที่อยู่ในตลาดสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ก็ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันในด้านระยะเวลา เรามองว่ารายงานฉบับนี้เป็นพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สำหรับประกอบการพิจารณาความร่วมมือทางการค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร"

คุณชัชฎา จันทรางศุ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ดิอาจิโอ ประเทศไทย เสริมว่า "ในฐานะบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร และมีผลิตภัณฑ์หลักจำนวนมากที่ผลิตในสกอตแลนด์ ดิอาจิโอให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร การเข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงมุมมองที่สอดคล้องกันจากภาคธุรกิจว่า ความท้าทายด้านการค้าในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอัตราภาษี แต่ยังครอบคลุมถึงกฎระเบียบ มาตรฐานทางเทคนิค และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการศึกษานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับทั้งสองประเทศ"

ขณะที่ Jesse Allen, Deputy Country Director, Trade ตัวแทนจากสถานทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความเชื่อมั่นถึงทิศทางความร่วมมือในอนาคตว่า ”การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรและไทยในอนาคต มุมมองของภาคธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมจะช่วยให้เราเข้าใจอุปสรรคทางการค้าที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงประเด็นที่ควรได้รับความสนใจจากภาครัฐอีกด้วย ในฐานะผู้แทนของสหราชอาณาจักร เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการเสวนาในวันนี้ จะช่วยสนับสนุนและเป็นข้อมูลสำหรับการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ และระหว่างรัฐต่อเอกชนในอนาคตต่อไป"
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป รายงานของ ERTC คาดว่าจะถูกใช้เป็นแนวทางสำคัญในการหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร เพื่อให้ข้อค้นพบสามารถนำไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าทวิภาคีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยคลี่คลายอุปสรรคทางภาษีและกฎระเบียบ พร้อมยกระดับศักยภาพทางการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป